ที่ปรึกษาก่อสร้าง คืออะไร? ทำไมธุรกิจและโรงงานถึงจำเป็นต้องมี
- Pun Zeepongsekul
- 26 ก.ย. 2568
- ยาว 1 นาที
อัปเดตเมื่อ 16 ธ.ค. 2568
ที่ปรึกษาก่อสร้างคืออะไร?
ที่ปรึกษาก่อสร้าง (Construction Consultant) คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและการบริหารจัดการโครงการก่อสร้าง ที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเจ้าของโครงการในการควบคุม ตรวจสอบ และบริหารงานก่อสร้างให้เป็นไปตามมาตรฐาน ภายในงบประมาณและระยะเวลาที่กำหนด
สำหรับเจ้าของธุรกิจ นักลงทุน และผู้บริหารที่กำลังวางแผนก่อสร้างโรงงาน อาคารพาณิชย์ หรือโครงการขนาดใหญ่ การมีที่ปรึกษาก่อสร้างที่มีประสบการณ์ไม่ใช่แค่ตัวเลือก แต่เป็นความจำเป็นเพื่อปกป้องการ

บทบาทหลักของที่ปรึกษาก่อสร้าง
ผู้ให้คำปรึกษา (Advisor) ให้คำแนะนำด้านเทคนิค การออกแบบ การเลือกวัสดุ และวิธีการก่อสร้างที่เหมาะสม
ผู้ควบคุมคุณภาพ (Quality Controller) ตรวจสอบและควบคุมคุณภาพงานก่อสร้างให้เป็นไปตามมาตรฐานและข้อกำหนด
ผู้บริหารโครงการ (Project Manager) บริหารจัดการทรัพยากร เวลา และงบประมาณให้เป็นไปตามแผน
ผู้ประสานงาน (Coordinator) เชื่อมโยงการทำงานระหว่างเจ้าของโครงการ ผู้รับเหมา สถาปนิก วิศวกร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ผู้จัดการความเสี่ยง (Risk Manager) ระบุและป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นตลอดโครงการ
ที่ปรึกษาก่อสร้างแตกต่างจากผู้รับเหมาอย่างไร?
หลายคนมักสับสนระหว่างที่ปรึกษาก่อสร้างกับผู้รับเหมา ซึ่งแท้จะมีบทบาท และเนื้องานที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ความแตกต่างด้านบทบาทหน้าที่
ผู้รับเหมาก่อสร้าง คือผู้ปฏิบัติงานก่อสร้างตามแบบ และสัญญาที่ตกลงกันไว้ หน้าที่หลักคือนำทีมช่างเข้ามาดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนด โดยผู้รับเหมาจะต้องจัดหาวัสดุ อุปกรณ์ บุคลากร และรับผิดชอบต่อคุณภาพของงานที่ทำ
ในทางตรงกันข้าม ที่ปรึกษาก่อสร้าง ไม่ได้เป็นผู้ทำงานก่อสร้าง แต่ทำหน้าที่ควบคุม ตรวจสอบ และบริหารจัดการให้ผู้รับเหมาทำงานถูกต้องตามข้อกำหนด เปรียบเสมือนตัวแทนของเจ้าของโครงการที่คอยดูแลคุณภาพ งบประมาณ ระยะเวลา และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา
ทำไมต้องมีทั้งสองฝ่าย?
เปรียบเสมือนระบบตรวจสอบ และถ่วงดุล (Check and Balance) ที่ปรึกษาก่อสร้างทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบว่าผู้รับเหมาทำงานตามสัญญา ใช้วัสดุตามสเปค และทำงานให้เสร็จตามกำหนด

ขอบเขตงานของที่ปรึกษางานก่อสร้าง
ที่ปรึกษางานก่อสร้างมืออาชีพจะให้บริการครอบคลุมทุกขั้นตอนของโครงการ ตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน ระหว่างก่อสร้าง จนถึงหลังส่งมอบงาน
Phase 1: Pre-Construction (ก่อนการก่อสร้าง)
ตรวจสอบ และวิเคราะห์แบบก่อสร้าง ตรวจหาความบกพร่องในแบบก่อสร้าง ประเมินความเป็นไปได้ในการก่อสร้างจริง แนะนำการปรับปรุงเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ตรวจสอบความถูกต้องตามมาตรฐาน และกฎหมาย
ประเมินราคาและตรวจสอบรายการ (BOQ) ประเมินราคากลางที่เป็นธรรม วิเคราะห์รายการที่อาจขาดหรือเกิน เปรียบเทียบราคาที่ผู้รับเหมาเสนอ
คัดเลือกผู้รับเหมา กำหนดคุณสมบัติผู้รับเหมาที่เหมาะสม ตรวจสอบประวัติและผลงานผู้รับเหมา วิเคราะห์ข้อเสนอและเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย ให้คำแนะนำในการตัดสินใจ
ตรวจสอบและร่างสัญญาก่อสร้าง ตรวจสอบข้อกำหนดในสัญญา ปรับแก้เพื่อความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย กำหนดเงื่อนไขการจ่ายเงินที่เหมาะสม ระบุขอบเขตงานและความรับผิดชอบอย่างชัดเจน
วางแผนโครงการและแผนงาน จัดทำหรือตรวจสอบแผนการก่อสร้าง กำหนด Milestone และ Timeline วางแผนการจัดการทรัพยากร คาดการณ์และป้องกันปัญหาล่วงหน้า
Phase 2: Construction (ระหว่างการก่อสร้าง)
ควบคุมคุณภาพงานก่อสร้าง ตรวจสอบงานในแต่ละขั้นตอนตามแผน ควบคุมคุณภาพวัสดุและวิธีการทำงาน ตรวจสอบความถูกต้องตามแบบก่อสร้าง ป้องกันการลดมาตรฐานโดยไม่ได้รับอนุญาต
บริหารจัดการโครงการ ติดตามความคืบหน้าเทียบกับแผน ควบคุมงบประมาณและการจ่ายเงินงวด
ประสานงานระหว่างทุกฝ่าย แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ
จัดการประชุมและรายงาน จัดประชุมหน้างานเป็นประจำ บันทึกและรายงานความคืบหน้า แจ้งปัญหาและแนวทางแก้ไข จัดทำเอกสารการเปลี่ยนแปลง
ตรวจสอบความปลอดภัย ควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยในหน้างาน ตรวจสอบอุปกรณ์และมาตรการความปลอดภัย ป้องกันอุบัติเหตุและความเสียหาย
ควบคุมเวลา และต้นทุน เร่งรัดงานให้เป็นไปตามแผน ควบคุมค่าใช้จ่ายไม่ให้บานปลาย วิเคราะห์และอนุมัติค่างวด จัดการกับงานเพิ่มเติม (Extra Work)
Phase 3: Post-Construction (หลังการก่อสร้าง)
ตรวจรับงานก่อนส่งมอบ (Inspection) ตรวจสอบความสมบูรณ์ของงาน ทดสอบระบบต่างๆ (ไฟฟ้า ประปา ระบายอากาศ) จัดทำรายการงานที่ต้องแก้ไข (Snag List) ติดตามการแก้ไขจนเรียบร้อย
ตรวจสอบเอกสารและการรับประกัน รวบรวมเอกสาร As-Built Drawing ตรวจสอบใบรับรองและเอกสารการรับประกัน รวบรวมคู่มือการใช้งานและบำรุงรักษา
ส่งมอบโครงการ จัดการพิธีส่งมอบ อบรมการใช้งานและบำรุงรักษา แนะนำการดูแลรักษาเบื้องต้น
โดยสรุป
การจ้างที่ปรึกษางานก่อสร้างมืออาชีพไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อปกป้องเงินลงทุนของ
คุณประโยชน์ด้านการเงิน และงบประมาณ
ตรวจสอบ BOQ กำจัดรายการที่ไม่จำเป็น หรือราคาสูงเกินจริง
ควบคุมไม่ให้เกิด Extra Work ที่ไม่จำเป็น
เจรจาราคาได้ดีกว่าเพราะมีข้อมูลราคากลาง
ป้องกันการใช้วัสดุไม่ตรงสเปคที่ต้องเสียเงินแก้ไขทีหลัง
จัดการกระแสเงินสดได้ดี
ควบคุมการจ่ายเงินงวดให้เหมาะสมกับความคืบหน้า
ป้องกันการจ่ายเงินมากเกินก่อนงานเสร็จ
ลดความเสี่ยงที่ผู้รับเหมาจะทิ้งงาน
ROI ที่ชัดเจน
โครงการเสร็จตรงเวลา เปิดกิจการได้ตามแผน
ต้นทุนควบคุมได้ ผลกำไรตามที่คาดการณ์
ไม่มีค่าใช้จ่ายซ่อมแซมบ่อยครัง
