top of page

การออกแบบสถาปัตยกรรม กับวิศวกรรมต่างกันอย่างไร?

รูปภาพนักเขียน: Stable Inter Consultant
Stable Inter Consultant
1 วันที่ผ่านมา
ยาว 2 นาที

การออกแบบสถาปัตยกรรม (Architectural Design) กำหนดว่าอาคารควรมีพื้นที่ รูปแบบ และประสบการณ์ใช้งานอย่างไร ส่วนการออกแบบวิศวกรรม (Engineering Design) ทำให้อาคารนั้นมั่นคง ปลอดภัย และมีระบบที่ทำงานได้จริง จากประสบการณ์ของเรา โครงการที่ดีจึงไม่ได้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ต้องพัฒนางานทั้งสองด้านให้สอดคล้องกันตั้งแต่เริ่มต้น


เจ้าของโครงการไม่ควรถามเพียงว่า “ต้องจ้างสถาปนิกหรือวิศวกร” แต่คำถามที่สำคัญคือ ใครจะทำให้ รูปแบบอาคาร โครงสร้าง การใช้งาน ระบบประกอบอาคาร งบประมาณ และการก่อสร้างเชื่อมกันเป็นเรื่องเดียวกัน

การออกแบบสถาปัตยกรรมกับการออกแบบวิศวกรรมต่างกันอย่างไร?


หากสรุปให้เจ้าของโครงการเห็นภาพง่ายที่สุด การออกแบบสถาปัตยกรรมตอบคำถามว่า “อาคารควรเป็นอย่างไรและใช้งานอย่างไร” ขณะที่การออกแบบวิศวกรรมตอบว่า “จะทำให้อาคารนั้นสร้างได้ มั่นคง ปลอดภัย และทำงานได้อย่างไร”


ประเด็นเปรียบเทียบ

การออกแบบสถาปัตยกรรม

การออกแบบวิศวกรรม

เป้าหมายหลัก

จัดพื้นที่ รูปแบบ และประสบการณ์ใช้งานให้ตอบโจทย์โครงการ

ออกแบบโครงสร้างและระบบให้รองรับการใช้งานอย่างเหมาะสม

คำถามสำคัญ

ใครใช้อาคาร ใช้ทำอะไร และพื้นที่ควรเชื่อมต่อกันอย่างไร

อาคารรับน้ำหนักอย่างไร และแต่ละระบบต้องทำงานด้วยเงื่อนไขใด

ขอบเขตที่พบได้ทั่วไป

ผังบริเวณ แปลน รูปด้าน รูปตัด วัสดุ และองค์ประกอบอาคาร

โครงสร้าง งานโยธา ระบบไฟฟ้า เครื่องกล สุขาภิบาล และระบบเฉพาะโครงการ

ข้อมูลตั้งต้น

ความต้องการของผู้ใช้ พื้นที่ ภาพลักษณ์ งบประมาณ และข้อจำกัดของที่ดิน

แบบสถาปัตยกรรม น้ำหนักใช้งาน เครื่องจักร สมรรถนะ และข้อกำหนดของแต่ละระบบ

ผลลัพธ์ต่อเจ้าของ

ได้อาคารที่ตอบการใช้งานและเป้าหมายของโครงการ

ได้อาคารและระบบที่สามารถพัฒนาไปสู่การก่อสร้างและใช้งานได้

จุดที่ต้องประสานกัน

ตำแหน่งห้อง ช่องเปิด ระดับฝ้า วัสดุ และรูปลักษณ์

ตำแหน่งเสา คาน ท่อ Duct อุปกรณ์ ห้องระบบ และพื้นที่บำรุงรักษา


ตารางนี้เป็นภาพรวม ไม่ใช่เส้นแบ่งแบบตายตัว ขอบเขตจริงต้องพิจารณาจากประเภทโครงการ สัญญาว่าจ้าง และผู้รับผิดชอบในแต่ละสาขา


การออกแบบสถาปัตยกรรมคืออะไร?


การออกแบบสถาปัตยกรรมคือกระบวนการแปลงความต้องการของเจ้าของและผู้ใช้อาคารให้เป็นผัง พื้นที่ รูปแบบ และรายละเอียดที่นำไปพัฒนาเป็นอาคารได้ งานนี้ไม่ได้มีหน้าที่ทำให้อาคาร “สวย” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้พื้นที่ตอบโจทย์การใช้งาน สอดคล้องกับบริบท และเชื่อมกับข้อจำกัดของโครงการ


ตัวอยากงานออกแบบสถาปัตยกรรม ที่ถูกควบคุมงานก่อสร้างโดยที่ปรึกษาก่อสร้างมืออาชีพ

จากประสบการณ์ของเรา คำถามที่ทีมสถาปัตยกรรมต้องช่วยเจ้าของตอบให้ชัด ได้แก่


  • อาคารนี้สร้างขึ้นเพื่อใคร และมีกิจกรรมอะไรเกิดขึ้นบ้าง

  • พื้นที่แต่ละส่วนต้องมีขนาดเท่าใดและเชื่อมต่อกันอย่างไร

  • ผู้ใช้งาน คนส่งของ รถบริการ และงานบำรุงรักษาควรใช้เส้นทางใด

  • อาคารควรสื่อภาพลักษณ์แบบใด และเลือกวัสดุให้เหมาะกับการใช้งานอย่างไร

  • แบบต้องรองรับข้อจำกัดของที่ดิน งบประมาณ และแผนพัฒนาในอนาคตอย่างไร


การวางผังและจัดพื้นที่ใช้งาน


จุดเริ่มต้นที่สำคัญคือการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของพื้นที่ เช่น ทางเข้า พื้นที่รับรอง พื้นที่ทำงาน พื้นที่บริการ ที่จอดรถ และทางสัญจร หากเป็นโรงงานหรือคลังสินค้า เราจะมองต่อไปถึงการรับวัตถุดิบ ลำดับการผลิต การจัดเก็บ การขนส่ง และการแยกเส้นทางระหว่างคนกับยานพาหนะ


ผังที่ดูดีบนกระดาษอาจไม่ตอบโจทย์หากไม่ได้ตรวจขั้นตอนการใช้งานจริง เราจึงให้ความสำคัญกับ Design Brief ตั้งแต่ต้น เพราะการแก้โจทย์ผิดตั้งแต่ผังย่อมส่งผลต่อแบบโครงสร้าง งานระบบ งบประมาณ และการก่อสร้างในระยะถัดไป


รูปแบบอาคารและประสบการณ์ของผู้ใช้งาน


งานสถาปัตยกรรมยังดูแลสัดส่วนอาคาร รูปด้าน แสง วัสดุ ช่องเปิด และบรรยากาศของพื้นที่ องค์ประกอบเหล่านี้มีผลทั้งต่อภาพลักษณ์ ความสะดวกในการใช้งาน และการดูแลรักษาหลังเปิดอาคาร


อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจด้านรูปแบบไม่ควรแยกจากวิศวกรรม ตัวอย่างเช่น ช่องเปิดขนาดใหญ่สัมพันธ์กับระบบโครงสร้าง วัสดุเปลือกอาคารสัมพันธ์กับการกันน้ำและการถ่ายเทความร้อน ส่วนระดับฝ้าสัมพันธ์กับพื้นที่เดินท่อและ Duct เหนือฝ้า


เอกสารที่ได้จากงานออกแบบสถาปัตยกรรม


ชุดเอกสารอาจประกอบด้วยผังบริเวณ แปลน รูปด้าน รูปตัด แบบขยาย รายการวัสดุ และรายละเอียดองค์ประกอบอาคาร แต่ขอบเขตและระดับรายละเอียดต้องดูจากสัญญาว่าจ้างแต่ละโครงการ ไม่ควรสรุปเพียงว่า “มีแบบสถาปัตย์แล้ว” โดยไม่ตรวจว่าแบบนั้นอยู่ในขั้นแนวคิด ขั้นพัฒนาแบบ หรือพร้อมใช้ประสานงานและก่อสร้างแล้ว


การออกแบบวิศวกรรมคืออะไร?


การออกแบบวิศวกรรมคือการใช้หลักวิชาและข้อมูลทางเทคนิคเพื่อกำหนดโครงสร้าง ระบบ และสมรรถนะอาคารให้ตอบโจทย์การใช้งานจริง ซึ่งตามกฎกระทรวงภายใต้ พ.ร.บ. วิศวกร ได้นิยาม “งานออกแบบและคำนวณ” ไว้ชัดเจนว่าเป็นการใช้หลักวิชาและความชำนาญเพื่อให้ได้มาซึ่งรายละเอียดการก่อสร้าง โดยต้องแสดงเป็นรายการคำนวณ แบบแปลน ข้อกำหนด หรือประมาณการที่สามารถนำไปสร้างได้จริงอย่างปลอดภัย


การออกแบบและคำณวนโครงสร้าง โดยวิศวกร

ในอาคารหนึ่งหลัง งานวิศวกรรมไม่ได้มีเพียงโครงสร้าง แต่สามารถครอบคลุมหลายสาขาตามลักษณะโครงการ


Structural Design: งานออกแบบโครงสร้าง


งานโครงสร้างกำหนดระบบฐานราก เสา คาน พื้น หลังคา และองค์ประกอบที่รับแรง โดยต้องใช้ข้อมูลจากแบบสถาปัตยกรรมร่วมกับน้ำหนักใช้งาน สภาพพื้นที่ และเงื่อนไขเฉพาะของอาคาร


ในงานต่อเติมหรือเปลี่ยนการใช้อาคาร เราไม่ควรเริ่มจากการวาง Layout ใหม่เพียงอย่างเดียว หากกิจกรรมใหม่เพิ่มน้ำหนัก เปลี่ยนช่องเปิด หรือกระทบองค์อาคารเดิม ควรให้วิศวกรที่มีคุณสมบัติตรงกับงานตรวจสอบข้อมูลและสภาพโครงสร้างก่อนยืนยันแนวทางออกแบบ


Civil Design: งานโยธาและพื้นที่ภายนอก


ขอบเขตงานโยธาอาจรวมถึงระดับพื้นที่ ถนนภายในโครงการ ระบบระบายน้ำ งานภายนอก และการเชื่อมต่อกับสาธารณูปโภค ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทและขอบเขตของโครงการ


เรื่องระดับเป็นตัวอย่างที่เราเห็นผลกระทบข้ามสาขาได้ชัด เพราะระดับถนน ทางเข้า และพื้นอาคารสัมพันธ์กับทางลาด การระบายน้ำ ความสูงอาคาร และภูมิทัศน์ หากแต่ละฝ่ายใช้ข้อมูลคนละชุด ปัญหาอาจไปปรากฏเมื่อเริ่มก่อสร้างแล้ว


MEP Design: งานระบบประกอบอาคาร


MEP ครอบคลุมงานเครื่องกล ไฟฟ้า และระบบท่อ เช่น ระบบปรับอากาศ ระบบไฟฟ้า ระบบประปาและสุขาภิบาล รวมถึงระบบป้องกันอัคคีภัยและระบบเฉพาะที่โครงการต้องใช้ ผู้อ่านที่ต้องการทำความเข้าใจบทบาทของแต่ละระบบเพิ่มเติมสามารถดูเรื่อง MEP Engineer และระบบประกอบอาคาร ได้


งานระบบต้องรู้ทั้งความต้องการใช้งานและข้อจำกัดของพื้นที่ เช่น ห้องไฟฟ้า ห้องปั๊ม ช่อง Shaft แนวท่อ ตำแหน่งอุปกรณ์ และพื้นที่สำหรับซ่อมบำรุง หากเผื่อพื้นที่เหล่านี้ช้าเกินไป ทีมอาจต้องลดพื้นที่ใช้งาน ปรับระดับฝ้า หรือแก้ตำแหน่งห้องหลังจากแบบส่วนอื่นพัฒนาไปแล้ว


ทำไมงานสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมต้องประสานกันตั้งแต่ต้น?


การมีแบบครบทุกสาขาไม่ได้แปลว่าแบบพร้อมก่อสร้างเสมอไป สิ่งที่เจ้าของควรถามเพิ่มคือ แบบทุกชุดใช้ข้อมูลเดียวกันและไม่ขัดกันหรือไม่


ตัวอย่างจุดเชื่อมต่อที่เรามักให้ความสำคัญ ได้แก่


  • ตำแหน่งเสาหรือผนังโครงสร้างขัดกับทางสัญจร ช่องเปิด หรือพื้นที่ใช้งานหรือไม่

  • แนวท่อ Duct และ Cable Tray อยู่ร่วมกันเหนือฝ้าได้หรือไม่

  • ห้องเครื่อง ช่อง Shaft และพื้นที่ซ่อมบำรุงมีขนาดเพียงพอหรือไม่

  • ช่องเปิดในพื้นหรือผนังถูกส่งต่อให้ผู้ออกแบบโครงสร้างตรวจสอบแล้วหรือไม่

  • รูปแบบ Façade เชื่อมกับโครงสร้าง การกันน้ำ และการบำรุงรักษาอย่างไร

  • อุปกรณ์หรือเครื่องจักรมีข้อมูลน้ำหนัก กำลังไฟ ความร้อน น้ำ และระบบระบายที่ครบหรือไม่

  • แบบที่ใช้ถอดปริมาณและจัดทำ BOQ เป็น Revision เดียวกับแบบที่ทุกฝ่ายอนุมัติหรือไม่


เมื่อพบข้อขัดแย้งตั้งแต่ช่วงออกแบบ ทีมยังมีเวลาพิจารณาทางเลือกและผลกระทบ แต่หากพบหลังเริ่มงานแล้ว การตัดสินใจหนึ่งเรื่องอาจเชื่อมไปถึงงานเพิ่ม-ลด การสั่งวัสดุ แผนงาน และการประสานผู้รับเหมาหลายระบบ


ควรเริ่มจากการออกแบบสถาปัตยกรรมหรือวิศวกรรมก่อน?


คำตอบของเราคือ ควรเริ่มจากโจทย์โครงการ แล้วพัฒนางานสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมร่วมกันตามระดับข้อมูลที่แต่ละฝ่ายต้องใช้ ไม่ควรรอให้ฝ่ายหนึ่งทำเสร็จทั้งหมดก่อนจึงส่งให้อีกฝ่าย


อาคารสำนักงาน ที่พักอาศัย โรงแรม และพื้นที่พาณิชย์


โครงการกลุ่มนี้มักเริ่มจากผู้ใช้ พื้นที่ และแนวคิดสถาปัตยกรรม แต่ควรให้วิศวกรเข้าร่วมตั้งแต่ช่วง Concept หรือ Schematic Design เพื่อทดสอบระบบโครงสร้าง พื้นที่งานระบบ และความเป็นไปได้ของแนวคิดก่อนที่รูปแบบจะถูกกำหนดจนแก้ไขยาก


โรงงานและคลังสินค้า


สำหรับโรงงาน เราเริ่มจากกระบวนการผลิต การไหลของวัตถุดิบและสินค้า เครื่องจักร น้ำหนักใช้งาน พลังงาน และสาธารณูปโภคควบคู่กับผังอาคาร เพราะข้อกำหนดทางวิศวกรรมอาจเป็นตัวกำหนดช่วงเสา ความสูง พื้นที่ระบบ และตำแหน่งอาคารตั้งแต่ต้น


งานปรับปรุง ต่อเติม หรือเปลี่ยนการใช้งาน


โครงการประเภทนี้ต้องเริ่มจากข้อมูลอาคารเดิมและการสำรวจสภาพจริง แบบเดิมอาจไม่ตรงกับสิ่งที่ก่อสร้างอยู่ หรือระบบเดิมอาจไม่รองรับการใช้งานใหม่ เราจึงหลีกเลี่ยงการยืนยันผังหรือรูปแบบใหม่ก่อนประเมินข้อจำกัดที่เกี่ยวข้อง


Checklist ข้อมูลที่เจ้าของควรเตรียมก่อนเริ่มออกแบบ


การส่งเพียงขนาดที่ดินและจำนวนชั้นยังไม่เพียงพอสำหรับโครงการที่มีความซับซ้อน จากประสบการณ์ของเรา เจ้าของควรเตรียมข้อมูลต่อไปนี้ให้มากที่สุดเท่าที่มี


  1. วัตถุประสงค์ของโครงการ: สร้างเพื่อใช้งานเอง ให้เช่า ขาย หรือรองรับกระบวนการทางธุรกิจแบบใด

  2. ผู้ใช้งานและกิจกรรม: จำนวนคน ช่วงเวลาใช้งาน การรับส่งสินค้า และกิจกรรมเฉพาะ

  3. รายการพื้นที่: ห้องหรือโซนที่ต้องการ ขนาดโดยประมาณ และความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่

  4. เครื่องจักรและอุปกรณ์: ขนาด น้ำหนัก กำลังไฟ ความร้อน น้ำ ลม หรือระบบสนับสนุนที่ต้องใช้

  5. ข้อมูลที่ดินและอาคารเดิม: เอกสารสิทธิ แบบสำรวจ แบบเดิม และข้อมูลสาธารณูปโภคที่มี

  6. งบประมาณและกรอบเวลา: เพื่อให้ทีมประเมินทางเลือกในข้อจำกัดเดียวกัน

  7. แผนขยายในอนาคต: เช่น การเพิ่มกำลังผลิต ต่อเติมอาคาร หรือแบ่งเฟสการลงทุน

  8. ผู้มีอำนาจตัดสินใจ: ระบุว่าใครอนุมัติผัง วัสดุ ระบบ งบประมาณ และการเปลี่ยนแปลง


ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ทีม ออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม พัฒนาแบบจากโจทย์จริง แทนที่จะอาศัยสมมติฐานที่อาจต้องแก้ในภายหลัง


เจ้าของควรตรวจอะไรเมื่อรับข้อเสนอจากทีมออกแบบ?


นอกจากราคาและระยะเวลา เราแนะนำให้ตรวจขอบเขตงานเป็นรายสาขา เพราะคำว่า “ออกแบบครบ” อาจมีความหมายไม่เท่ากันในแต่ละข้อเสนอ


  • มีขั้นตอนเก็บความต้องการและจัดทำ Design Brief หรือไม่

  • ระบุผลงานส่งมอบของแต่ละช่วงและแต่ละสาขาชัดเจนหรือไม่

  • ใครเป็นผู้ประสานแบบสถาปัตยกรรม โครงสร้าง และ MEP

  • รวมรายการคำนวณ รายการประกอบแบบ และ Specification ที่จำเป็นหรือไม่

  • รวมการถอดปริมาณหรือ BOQ หรือเป็นงานแยกต่างหาก

  • รวมการปรับแบบตามงบประมาณและผลการประสานงานกี่รอบ

  • ใครรับผิดชอบงานยื่นอนุญาต และครอบคลุมการตอบข้อสังเกตของหน่วยงานหรือไม่

  • ระบุผู้ประกอบวิชาชีพ สาขา และระดับใบอนุญาตที่รับผิดชอบงานซึ่งกฎหมายควบคุมหรือไม่


ในประเทศไทย งานบางประเภทและขนาดอยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมหรือวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม ผู้รับผิดชอบจึงต้องมีใบอนุญาต สาขา และระดับที่ตรงกับงานนั้น ข้อกำหนดไม่ได้เหมือนกันทุกอาคาร เจ้าของควรให้ทีมตรวจประเภท ขนาด ที่ตั้ง และขอบเขตงานกับกฎหมายและข้อบัญญัติที่ใช้ในพื้นที่ก่อนทำสัญญาและก่อนนำแบบไปยื่นต่อหน่วยงาน


ที่ปรึกษาเจ้าของโครงการช่วยประสานงานออกแบบอย่างไร?


สำหรับโครงการที่มีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย เจ้าของอาจไม่ได้ต้องการผู้ออกแบบเพิ่ม แต่ต้องการคนที่ช่วยรักษาโจทย์ งบประมาณ และการตัดสินใจให้อยู่ในภาพเดียวกัน


ในบทบาท บริษัทที่ปรึกษาก่อสร้าง เราช่วยรวบรวมความต้องการเป็น Design Brief ติดตามข้อมูลที่แต่ละฝ่ายต้องส่งให้กัน ตรวจประเด็นขัดแย้งของแบบ และเชื่อมการตัดสินใจด้านการออกแบบเข้ากับงบประมาณ แผนงาน การประกวดราคา และการก่อสร้าง


การประสานงานลักษณะนี้ไม่ได้แทนที่ความรับผิดชอบของสถาปนิกหรือวิศวกรผู้ออกแบบ แต่ช่วยให้เจ้าของมองเห็นว่าแต่ละทางเลือกส่งผลต่อภาพรวมอย่างไร ก่อนอนุมัติให้โครงการเดินหน้า การทำงานจึงต่อเนื่องไปสู่การ บริหารและควบคุมงานก่อสร้าง โดยมีข้อมูลและขอบเขตที่ชัดขึ้น


คำถามที่พบบ่อย


ใช้แทนกันไม่ได้ เพราะทั้งสองงานตอบคนละส่วนของโครงการ การออกแบบสถาปัตยกรรมเน้นพื้นที่ รูปแบบ และการใช้งาน ส่วนการออกแบบวิศวกรรมเน้นโครงสร้าง ระบบ และสมรรถนะทางเทคนิค อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายต้องใช้ข้อมูลร่วมกันและประสานการตัดสินใจตั้งแต่ต้น

ไม่ควรตอบด้วยขนาดหรือเงื่อนไขเดียวสำหรับทุกโครงการ เพราะต้องพิจารณาประเภท ขนาด ที่ตั้ง และลักษณะงานตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง งานที่เข้าข่ายวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมหรือวิศวกรรมควบคุมต้องดำเนินการโดยผู้ได้รับใบอนุญาตในสาขาและระดับที่ตรงกับขอบเขตงาน เจ้าของจึงควรให้ทีมตรวจข้อกำหนดเฉพาะโครงการก่อนเริ่มออกแบบ

ไม่ควรรอให้แบบสาขาหนึ่งเสร็จทั้งหมดก่อนเริ่มอีกสาขา วิธีที่เหมาะสมกว่าคือพัฒนาเป็นรอบ ตั้งแต่แนวคิด พัฒนาแบบ ประสานแบบ ไปจนถึงแบบรายละเอียด โดยกำหนดข้อมูลที่แต่ละฝ่ายต้องรับและส่งในแต่ละรอบให้ชัดเจน

ทำได้หากมีทีมและผู้รับผิดชอบครบตามขอบเขตงาน แต่ถ้าบริษัททำสัญญารับงานที่เป็นวิชาชีพควบคุมในนามนิติบุคคล ต้องตรวจทั้งใบอนุญาตของนิติบุคคลและใบอนุญาตของผู้ประกอบวิชาชีพที่รับผิดชอบแต่ละสาขา เจ้าของยังควรตรวจว่าใครเป็นผู้ประสานแบบและผลงานส่งมอบมีรายละเอียดระดับใด ไม่ควรพิจารณาจากคำว่า “ครบวงจร” เพียงอย่างเดียว

ยังสรุปไม่ได้จนกว่าจะตรวจวัตถุประสงค์และความครบถ้วนของแบบ แบบแนวคิด แบบสำหรับประเมินราคา แบบยื่นอนุญาต และแบบก่อสร้างอาจมีรายละเอียดต่างกัน การยื่นขออนุญาตและการนำแบบไปใช้ต้องตรวจให้สอดคล้องกับกฎหมายควบคุมอาคาร กฎหมายวิชาชีพ และข้อกำหนดของหน่วยงานในพื้นที่โครงการ


สนใจบริการที่ปรึกษาและควบคุมงานก่อสร้างติดต่อ


อักษรเพชร สุขสิริถาวรกุล (Co-Founder and Executive Committee)



แหล่งอ้างอิงข้อมูล


bottom of page