top of page

ก่อสร้างอพาร์ทเมนต์ 8 ชั้น ต้องเตรียมอะไรบ้าง? 7 เรื่องที่เจ้าของโครงการต้องตัดสินใจก่อนเริ่มงาน

รูปภาพนักเขียน: Stable Inter Consultant
Stable Inter Consultant
30 ก.ย.
ยาว 2 นาที

การก่อสร้างอพาร์ทเมนต์ 8 ชั้นมีองค์ประกอบมากกว่าแบบอาคารและราคาผู้รับเหมา เจ้าของโครงการต้องเชื่อม โมเดลห้องเช่า ศักยภาพที่ดิน ข้อกำหนดกฎหมาย แบบสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม งบลงทุน สัญญา แผนก่อสร้าง และการเตรียมเปิดใช้งาน ให้เป็นข้อมูลชุดเดียวกัน หากจำนวนห้องเปลี่ยน แต่แบบ งานระบบ งบประมาณ และแผนอนุญาตยังใช้ตัวเลขเดิม โครงการอาจต้องย้อนแก้ในช่วงที่เปลี่ยนได้ยากขึ้น


ภาพถ่ายความคืบหน้างานก่อสร้างอาคารอพาร์ทเมนต์ โดยบริษัทที่ปรึกษาก่อสร้าง

บทความนี้จัดเรื่องทั้งหมดเป็น 7 จุดตัดสินใจสำหรับเจ้าของอพาร์ทเมนต์ที่ตั้งใจพัฒนาเพื่อให้เช่า โดยบอกว่าแต่ละช่วงควรตอบคำถามอะไรและมีเอกสารใดก่อนอนุมัติขั้นถัดไป ส่วนเกณฑ์กฎหมายและรายละเอียดทางวิศวกรรมต้องตรวจตามที่ตั้ง ประเภทอาคาร และแบบของโครงการจริง


1. กำหนดโมเดลห้องเช่าก่อนกำหนดจำนวนชั้นและจำนวนห้อง


เริ่มจากคำถามว่า ใครจะเช่า และอาคารต้องรองรับการใช้ชีวิตแบบใด ห้องเช่าสำหรับพนักงานที่พักระยะยาว นักศึกษา หรือผู้เช่าที่ต้องการห้องขนาดใหญ่ มีความคาดหวังต่อพื้นที่ส่วนกลาง การเดินทาง ที่จอดรถ ความปลอดภัย และการดูแลอาคารต่างกัน


เจ้าของควรให้ทีมทำ Project Brief ที่ระบุกลุ่มผู้เช่าเป้าหมาย เช่น


  • ขนาดและสัดส่วนห้อง

  • ค่าเช่าที่ใช้ประเมิน

  • บริการส่วนกลาง

  • แนวคิดที่จอดรถ

  • มาตรฐานวัสดุที่ต้องการ


จากนั้นทำ Feasibility โดยทดสอบกรณีค่าเช่า อัตราห้องว่าง ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน และต้นทุนก่อสร้างเปลี่ยนไป การเห็นหลายกรณีช่วยให้รู้ว่าจำนวนห้องที่เพิ่มขึ้นยังคุ้มค่าหรือทำให้อาคารแน่นเกินไป


ผลลัพธ์ที่ต้องได้: Project Brief และสมมติฐานการลงทุนที่เจ้าของอนุมัติร่วมกัน ก่อนให้ผู้ออกแบบพัฒนาอาคารเต็มรูปแบบ

2. ตรวจว่าที่ดินรองรับ “อพาร์ทเมนต์แบบที่ต้องการ” ได้จริงหรือไม่


ที่ดินที่ดูใหญ่พอสำหรับอาคาร 8 ชั้น อาจเหลือพื้นที่ห้องเช่าน้อยกว่าที่คาดหลังคำนึงถึงผังเมือง ถนน ทางเข้าออก ระยะร่น ที่จอดรถ บันได ลิฟต์ ห้องเครื่อง และพื้นที่ว่าง เจ้าของจึงควรให้ทีมทำ Test-fit หรือผังวางอาคารเบื้องต้นบนข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช้เพียงพื้นที่โฉนดหารด้วยจำนวนชั้น


นี่คือเรื่องที่ต้องคัดกรองและตรวจสอบให้ดี


  • เอกสารสิทธิ

  • รูปแปลงและสภาพดิน

  • การใช้ประโยชน์ที่ดินตามผังเมือง FAR/OSR

  • ข้อจำกัดเฉพาะพื้นที่

  • ความพร้อมไฟฟ้าและน้ำประปา

  • ตลอดจนการเข้าถึงของรถบริการและรถฉุกเฉิน


อ่านรายการตรวจเชิงลึกได้ในบทความ ตรวจที่ดินก่อนสร้างอาคาร 8 ชั้น


อย่าใช้จำนวนชั้นแทนประเภทอาคารตามกฎหมาย คู่มือกฎหมายควบคุมอาคารของกรมโยธาธิการและผังเมืองนิยาม “อาคารสูง” โดยใช้ความสูงตั้งแต่ 23 เมตร ตามวิธีวัดที่กฎหมายกำหนด


ดังนั้นอพาร์ทเมนต์ 8 ชั้นต้องตรวจความสูงจากแบบจริง ไม่ใช่สรุปว่าเป็นหรือไม่เป็นอาคารสูงจากคำว่า “8 ชั้น” เพียงอย่างเดียว กฎหมายและข้อบัญญัติที่ใช้กับที่ตั้งโครงการอาจกำหนดเงื่อนไขอื่นเพิ่มเติม


สำหรับ EIA เอกสารของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระบุเกณฑ์ของ อาคารอยู่อาศัยรวม ที่มีห้องชุดหรือห้องพักตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป หรือมีพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 4,000 ตารางเมตรขึ้นไป เป็นหนึ่งในกรณีที่ต้องจัดทำรายงาน


แต่การคัดกรองยังต้องตรวจประเภทโครงการและข้อกำหนดพื้นที่จริง โดยเฉพาะเมื่อมีการปรับจำนวนห้องหรือพื้นที่ระหว่างออกแบบ บทความ อาคาร 8 ชั้นต้องทำ EIA หรือไม่ อธิบายเกณฑ์และข้อควรตรวจไว้โดยเฉพาะ


ผลลัพธ์ที่ต้องได้: สรุปข้อกฎหมายและความเสี่ยงของแปลง ผังอาคารเบื้องต้น ตารางพื้นที่ จำนวนห้องที่เป็นไปได้ และประเด็นที่ต้องหารือหน่วยงานก่อนยืนยันการลงทุน

3. ออกแบบห้องพักและงานระบบให้ทำงานร่วมกัน


เมื่อได้จำนวนห้องเป้าหมายแล้ว ต้องแปลงตัวเลขนั้นเป็นอาคารที่ก่อสร้าง ดูแล และใช้งานได้จริง แบบสถาปัตยกรรมควรสัมพันธ์กับโครงสร้างและผลสำรวจดิน รวมถึงพื้นที่สำหรับระบบไฟฟ้า น้ำดี น้ำเสีย ระบายน้ำ ระบบป้องกันอัคคีภัย ลิฟต์ และการสื่อสาร ระบบที่ต้องมีและขนาดระบบ ให้ผู้ออกแบบกำหนดตามประเภทอาคาร ข้อกฎหมาย และจำนวนผู้ใช้งานของโครงการนั้น


ความเสี่ยงของอพาร์ทเมนต์อยู่ที่ห้องพักจำนวนมากใช้รูปแบบซ้ำกัน หากรายละเอียดห้องน้ำ แนวท่อ ช่องเซอร์วิส หรือจุดติดตั้งเครื่องปรับอากาศไม่ลงตัว ความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยอาจเกิดซ้ำทุกชั้น การตรวจแบบจึงควรมองทั้งห้องตัวอย่างและการเชื่อมต่อแนวดิ่ง


  • ท่อเดินตรงกับช่องเปิดหรือไม่

  • เข้าซ่อมได้จากจุดใด

  • เสียงและกลิ่นจะรบกวนห้องข้างเคียงหรือไม่

  • พื้นที่ส่วนกลางยังใช้งานสะดวกหลังติดตั้งระบบจริงหรือไม่


ก่อนปิดแบบ ให้ทีมสถาปนิก วิศวกรโครงสร้าง และผู้ออกแบบระบบใช้ ตารางพื้นที่และแบบฉบับเดียวกัน พร้อมบันทึกข้อขัดแย้งที่ต้องแก้ ถ้างานระบบเพิ่มห้องเครื่องหรือเปลี่ยนแนวท่อ ควรประเมินผลต่อจำนวนห้อง ต้นทุน และแผนอนุญาตในรอบเดียวกัน


ผลลัพธ์ที่ต้องได้: แบบที่ประสานสาขาแล้ว ตารางพื้นที่และจำนวนห้องที่ตรงกัน รายการข้อค้าง และข้อกำหนดวัสดุ/ระบบที่ใช้ประมาณราคาได้

4. ตั้งงบจากขอบเขตงานและกระแสเงินสดทั้งโครงการ


งบอพาร์ทเมนต์ไม่ได้มีแค่โครงสร้างและงานตกแต่งห้องพัก เจ้าของควรแยก ค่าที่ดิน ค่าสำรวจและออกแบบ ค่าดำเนินการด้านอนุญาต ค่าก่อสร้าง งานระบบ ค่าตกแต่งและอุปกรณ์ ค่าใช้จ่ายก่อนเปิดใช้งาน และเงินสำรองสำหรับความเสี่ยง เพื่อให้เห็นว่าเงินจะจ่ายเมื่อใดและรายการใดยังไม่ได้รวมในข้อเสนอ


เมื่อแบบพัฒนาเพียงพอ ให้ตรวจปริมาณงานและรายละเอียดใน BOQ เทียบกับแบบและข้อกำหนดวัสดุโดยตรง โดยเฉพาะงานที่มักหลุดระหว่างผู้รับเหมาหลายราย เช่น จุดต่อระบบสาธารณูปโภค งานภายนอกอาคาร งานในห้องเครื่อง และงานทดสอบก่อนส่งมอบ ราคาที่เสนอใกล้กันอาจครอบคลุมงานต่างกัน


ควรทำ Cost Plan และกระแสเงินสด คู่กับแผนเวลา หากแบบหรือจำนวนห้องเปลี่ยน ต้องปรับงบและประมาณการรายได้พร้อมกัน อย่าใช้ผลตอบแทนที่คำนวณจากแบบรุ่นเก่าตัดสินใจบนแบบรุ่นใหม่


ผลลัพธ์ที่ต้องได้: Cost Plan แยกหมวด ขอบเขตที่รวม/ไม่รวม เงินสำรอง และ Feasibility ที่ใช้พื้นที่ จำนวนห้อง และแผนงานรุ่นเดียวกับแบบ

5. กำหนดหน้าที่ทีมและเงื่อนไขสัญญาก่อนเริ่มก่อสร้าง


การสร้างอพาร์ทเมนต์มีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย เจ้าของต้องรู้ว่า ใครออกแบบ ใครก่อสร้าง ใครตรวจรับ ใครอนุมัติการเปลี่ยนแปลง และใครรายงานผลกระทบต่อเวลาและงบ หากบทบาทเหล่านี้ไม่ชัด คำถามหน้างานอาจค้างอยู่ระหว่างทีม และการแก้ไขภายหลังอาจกลายเป็นงานเพิ่ม


ก่อนประกวดราคาหรือลงนามสัญญา ควรตรวจแบบและข้อกำหนดฉบับที่ใช้ขอราคา BOQ


  • ขอบเขตแต่ละสัญญา

  • แผนงานหลัก

  • เงื่อนไขการเบิกจ่าย

  • หลักเกณฑ์งานเพิ่มลด

  • รายการทดสอบ

  • เอกสารส่งมอบ


ควรกำหนดวิธีอนุมัติวัสดุ แบบขยาย และคำถามจากหน้างานไว้ล่วงหน้า เพื่อไม่ให้ผู้รับเหมาหลายรายใช้ข้อมูลคนละฉบับ

Stable Inter ทำหน้าที่เป็น บริษัทที่ปรึกษาก่อสร้าง ที่บริหารและควบคุมโครงการในมุมของเจ้าของ ช่วยประสานผู้ออกแบบและผู้รับเหมา ติดตามประเด็นค้าง และทำให้การตัดสินใจเรื่องคุณภาพ เวลา ต้นทุน และความปลอดภัยมีข้อมูลรองรับ บทบาทนี้ต่างจากผู้รับเหมาซึ่งรับผิดชอบการก่อสร้างตามสัญญา


ผลลัพธ์ที่ต้องได้: เอกสารประกวดราคาและสัญญาที่เทียบกันได้ ผังความรับผิดชอบ แผนงานหลัก และรายการเงื่อนไขที่ต้องผ่านก่อนเริ่มงาน

6. ควบคุมงานซ้ำแบบให้ได้คุณภาพเท่ากันทุกชั้น


เมื่อเริ่มก่อสร้าง งานฐานราก โครงสร้าง เปลือกอาคาร กันซึม ห้องน้ำ ระบบแนวดิ่ง และงานภายในห้องพักต้องเดินตามลำดับที่ตรวจสอบได้ ความเสี่ยงเฉพาะของอพาร์ทเมนต์คือ ข้อผิดพลาดหนึ่งจุดอาจถูกทำซ้ำหลายสิบห้อง เจ้าของจึงควรให้ทีมทำห้องตัวอย่างหรือพื้นที่ตัวอย่างเพื่อยืนยันรายละเอียด วัสดุ และวิธีติดตั้งก่อนขยายงานทั้งอาคาร


ในแต่ละหมวดงานควรกำหนดจุดตรวจและหลักฐานก่อนปิดงาน เช่น


  • ตรวจแนวท่อและการทดสอบที่เกี่ยวข้องก่อนปิดฝ้า

  • ตรวจงานกันซึมก่อนปูกระเบื้อง

  • ตรวจวัสดุก่อนติดตั้งจำนวนมาก


แนวคิด Inspection and Test Plan หรือ ITP ช่วยกำหนดว่าใครตรวจ เมื่อใด ใช้เกณฑ์ใด และเก็บผลไว้ที่ไหน


รายงานประจำสัปดาห์ควรทำให้เจ้าของตอบได้ว่า งานคืบหน้าตามแผนหรือไม่ ประเด็นใดกระทบจำนวนห้องที่พร้อมส่งมอบ มีงานเพิ่มลดใดรออนุมัติ และผู้รับผิดชอบจะแก้เมื่อใด การเห็นรูปถ่ายหน้างานอย่างเดียวไม่พอ หากไม่เชื่อมกับแผน แบบ และงวดจ่าย


ผลลัพธ์ที่ต้องได้: ห้องตัวอย่างที่อนุมัติแล้ว แผนตรวจงาน บันทึกผลทดสอบ รายการประเด็นค้าง และรายงานสถานะที่เจ้าของใช้ตัดสินใจได้

7. ตรวจรับทั้งห้องพัก ระบบอาคาร และความพร้อมก่อนเปิดให้เช่า


การก่อสร้างเสร็จทางกายภาพยังไม่เท่ากับพร้อมเปิดใช้งาน เจ้าของควรวางช่วงทดสอบระบบ ตรวจห้องพัก ตรวจพื้นที่ส่วนกลาง และแก้ Defect ไว้ในแผนตั้งแต่ก่อนงานท้ายโครงการ ไม่รอให้ผู้รับเหมาส่งมอบทุกอย่างในวันเดียว


รายการตรวจควรอ้างอิงแบบและข้อกำหนดของโครงการจริง เช่น


  • การใช้งานไฟฟ้าและน้ำในห้องพัก

  • การระบายน้ำ

  • จุดรั่วซึม

  • ประตูหน้าต่าง

  • ลิฟต์

  • ระบบความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง

  • การเข้าถึงจุดบำรุงรักษา


นอกจากผลทดสอบ เจ้าของต้องได้รับ As-built Drawing คู่มืออุปกรณ์ เอกสารรับประกัน บันทึกการฝึกผู้ดูแลอาคาร และรายการงานค้างพร้อมกำหนดแก้ ส่วนเอกสารอนุญาตหรือการรับรองก่อนใช้อาคารต้องตรวจตามประเภทอาคารและหน่วยงานที่มีอำนาจในพื้นที่


ผลลัพธ์ที่ต้องได้: บันทึกตรวจรับและทดสอบที่ปิดประเด็นแล้ว เอกสารส่งมอบครบ และแผนปฏิบัติการของทีมอาคารสำหรับวันเริ่มรับผู้เช่า

ตาราง 7 จุดตัดสินใจที่เจ้าของควรใช้ประชุมโครงการ


จุดตัดสินใจ

คำถามที่เจ้าของต้องตอบ

หลักฐานก่อนอนุมัติขั้นถัดไป

1. โมเดลเช่า

สร้างเพื่อผู้เช่ากลุ่มใด และรายได้ยังสมเหตุสมผลเมื่อสมมติฐานเปลี่ยนหรือไม่

Project Brief และ Feasibility หลายกรณี

2. ที่ดินและกฎหมาย

แปลงนี้รองรับจำนวนห้องและรูปแบบอาคารที่ต้องการจริงหรือไม่

ผัง Test-fit ตารางพื้นที่ และผลคัดกรองข้อกฎหมาย/EIA

3. แบบและระบบ

ห้องพัก โครงสร้าง และงานระบบใช้แบบชุดเดียวกันหรือไม่

แบบประสานสาขา รายการข้อค้าง และข้อกำหนดระบบ

4. งบลงทุน

งบรวมงานที่จำเป็นครบหรือยัง และเงินจ่ายสอดคล้องกับแผนหรือไม่

Cost Plan, BOQ ตามระยะออกแบบ และกระแสเงินสด

5. ทีมและสัญญา

ใครรับผิดชอบ อนุมัติ และตรวจแต่ละงาน

ขอบเขตงาน สัญญา ผังความรับผิดชอบ และแผนหลัก

6. งานก่อสร้าง

งานที่ทำซ้ำทุกชั้นผ่านการตรวจตัวอย่างและจุดตรวจสำคัญหรือยัง

ห้องตัวอย่าง ITP บันทึกตรวจ และรายงานสถานะ

7. ส่งมอบ

ห้องพัก ระบบ เอกสาร และทีมดูแลอาคารพร้อมใช้งานหรือไม่

ผลทดสอบ รายการ Defect ที่ปิดแล้ว As-built และเอกสารส่งมอบ


ตารางนี้ใช้เป็นวาระประชุมของเจ้าของโครงการได้ หากหลักฐานของจุดใดยังไม่พร้อม ควรระบุผู้รับผิดชอบและวันที่ต้องกลับมาตัดสินใจ แทนการถือว่าผ่านโดยไม่มีข้อมูล


Stable Inter ช่วยให้โครงการก่อสร้างของคุณเป็นไปอย่างราบรื่น


บริษัทที่ปรึกษาก่อสร้างกำลังจับมือกับเจ้าของโครงการก่อสร้างอาคารอพาร์ทเมนต์

ทีม Stable Inter ดูแลโครงการในฐานะที่ปรึกษาและตัวแทนเจ้าของ ตั้งแต่เตรียมความพร้อมไปจนถึงส่งมอบ โดยขอบเขต บริการที่ปรึกษาและควบคุมงานก่อสร้างอาคาร ครอบคลุม 3 ช่วงหลัก


  • Pre-Construction: ทบทวนเป้าหมายของโครงการ ประสานแบบและงานระบบ ตรวจความพร้อมของ BOQ เอกสารประกวดราคา และแผนงานก่อนเริ่มก่อสร้าง

  • Construction: ติดตามคุณภาพ วัสดุ ความก้าวหน้า งบประมาณ และความปลอดภัยหน้างาน พร้อมประสานประเด็นที่เจ้าของต้องตัดสินใจ

  • Post-Construction: ติดตามการทดสอบระบบ ตรวจรายการ Defect ประสานการแก้ไข และรวบรวมเอกสารประกอบการรับมอบตามขอบเขตโครงการ


รับชม ผลงานการควบคุมงานก่อสร้างอาคาร รวมถึงโครงการอพาร์ทเมนต์ที่ Stable Inter เคยดูแล


สนใจบริการที่ปรึกษาและควบคุมงานก่อสร้างติดต่อ


อักษรเพชร สุขสิริถาวรกุล (Co-Founder and Executive Committee)



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการก่อสร้างอพาร์ทเมนต์ 8 ชั้น


ไม่เสมอไป การจัดเป็นอาคารสูงอ้างอิง ความสูงที่วัดตามกฎหมาย ไม่ใช่จำนวนชั้นเพียงอย่างเดียว คู่มือกฎหมายควบคุมอาคารของกรมโยธาธิการและผังเมืองระบุเกณฑ์ตั้งแต่ 23 เมตรขึ้นไป ผู้ออกแบบควรตรวจความสูงจากแบบและข้อกำหนดที่ใช้กับที่ตั้งจริงก่อนสรุปประเภทอาคาร

จำนวนชั้นอย่างเดียวตอบไม่ได้ สำหรับอาคารอยู่อาศัยรวม สผ. ระบุเกณฑ์ 80 ห้องขึ้นไป หรือพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 4,000 ตารางเมตรขึ้นไป แต่โครงการยังต้องตรวจการจัดประเภทและข้อกำหนดเฉพาะพื้นที่ การเปลี่ยนจำนวนห้องหรือพื้นที่ระหว่างออกแบบอาจเปลี่ยนผลคัดกรอง จึงควรตรวจเรื่องนี้ก่อนล็อกแบบและแผนอนุญาต

ควรขอราคาเมื่อมีแบบ ข้อกำหนดวัสดุ และขอบเขตงานในระดับที่ผู้เสนอราคาทุกรายตีความตรงกัน พร้อมระบุส่วนที่ยังเป็นสมมติฐาน หากรีบเทียบราคาในขณะที่แบบและงานระบบยังเปลี่ยนมาก ราคาต่ำสุดอาจไม่ได้สะท้อนต้นทุนรวมเมื่อก่อสร้างจริง

นอกจากค่าก่อสร้าง ให้รวมค่าออกแบบและสำรวจ งานระบบ งานภายนอก ค่าดำเนินการก่อนเปิด เฟอร์นิเจอร์หรืออุปกรณ์ตามโมเดลเช่า และเงินสำรองความเสี่ยง โดยทำให้เห็นว่ารายการใดอยู่ในสัญญาผู้รับเหมาและรายการใดเจ้าของต้องจ่ายแยก จำนวนเงินที่เหมาะสมขึ้นกับที่ดิน แบบ ระบบ และมาตรฐานห้องพักของโครงการ

ตรวจทั้งการใช้งานห้องพักที่ทำซ้ำทุกชั้น ระบบอาคาร พื้นที่ส่วนกลาง รายการ Defect และเอกสารส่งมอบ โดยใช้แบบและข้อกำหนดโครงการเป็นเกณฑ์ ทีมอาคารควรรู้วิธีเดินระบบ ดูแลอุปกรณ์ และรับแจ้งปัญหาจากผู้เช่าก่อนเปิดใช้งานจริง


แหล่งอ้างอิงข้อมูล


bottom of page