top of page

การทดสอบทางวิศวกรรมอาคารสูงมีอะไรบ้าง? รวมวิธีทดสอบตั้งแต่ฐานรากถึงยอดอาคาร

  • รูปภาพนักเขียน: Stable Inter Consultant
    Stable Inter Consultant
  • 19 ส.ค.
  • ยาว 3 นาที

การทดสอบทางวิศวกรรมอาคารสูงครอบคลุมตั้งแต่การสำรวจดิน ทดสอบเสาเข็มเจาะขนาดใหญ่ ทดสอบคอนกรีตกำลังสูง ตรวจสอบโครงสร้างแบบ NDT ทดสอบ Facade กันน้ำและแรงลม ไปจนถึง Commissioning ระบบ MEP และการตรวจสอบอาคารตามกฎหมาย


ทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการที่เราในฐานะบริษัทควบคุมงานก่อสร้างใช้ยืนยันว่าอาคารสูงทุกส่วนได้มาตรฐานและปลอดภัย


อาคารสูงมีความซับซ้อนมากกว่าอาคารทั่วไปทั้งในเรื่องแรงลม น้ำหนักบรรทุกสะสม และระบบประกอบอาคารหลายชั้น บทความนี้รวบรวมวิธีทดสอบทุกหมวดพร้อมมาตรฐานอ้างอิง เพื่อให้เจ้าของโครงการวางแผนงบประมาณและลำดับการทดสอบได้อย่างครบถ้วน


ทำไมอาคารสูงถึงต้องทดสอบทางวิศวกรรมมากกว่าอาคารทั่วไป?


อาคารที่มีความสูงตั้งแต่ 23 เมตรขึ้นไป ถูกจัดเป็น "อาคารสูง" ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535) ออกตามความใน พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ซึ่งมีข้อกำหนดด้านความปลอดภัยที่เข้มงวดกว่าอาคารทั่วไป


จากประสบการณ์ของเราในการควบคุมงานก่อสร้างอาคารสูง ปัจจัยที่ทำให้ต้องทดสอบมากขึ้นมีหลายด้าน ได้แก่ เสาเข็มที่ต้องรับน้ำหนักสูงมาก คอนกรีตกำลังสูงที่ต้องควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด ผนังอาคารที่ต้องรับแรงลมและกันน้ำ รวมถึงระบบ MEP ที่ซับซ้อนซึ่งต้อง Commissioning อย่างเป็นระบบ

การสำรวจดิน (Geotechnical Investigation) สำหรับอาคารสูงทำอย่างไร?


การสำรวจดินสำหรับอาคารสูงต้องเจาะสำรวจลึกกว่าอาคารทั่วไปมาก เพราะเสาเข็มเจาะของอาคารสูงมักต้องส่งน้ำหนักลงไปถึงชั้นดินแข็งหรือชั้นหินที่ระดับลึก


อาคารสูงต้องเจาะสำรวจดินลึกแค่ไหน?


โดยทั่วไปตามมาตรฐานวิศวกรรม ต้องเจาะสำรวจลึกกว่าระดับปลายเสาเข็มที่คาดการณ์ไว้อย่างน้อย 3–5 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางเสาเข็ม (หรือประมาณ 5–10 เมตรในกรณีทั่วไป) เพื่อให้วิศวกรมีข้อมูลชั้นดินใต้ปลายเสาเข็มสำหรับวิเคราะห์กำลังรับน้ำหนักและการทรุดตัว ในกรุงเทพฯ ที่ชั้นดินอ่อน (Bangkok Clay) มีความหนามาก เสาเข็มเจาะมักต้องลงลึกถึง 40–60 เมตร จึงต้องเจาะสำรวจลึกตามไปด้วย


การสำรวจใช้วิธี SPT (ASTM D1586) เป็นหลัก เสริมด้วย CPT (ASTM D5778) ในบางพื้นที่ และต้องเก็บตัวอย่างดินไปทดสอบในห้องปฏิบัติการเพื่อหาค่าทางวิศวกรรม


การทดสอบเสาเข็มอาคารสูง มีกี่วิธีและเลือกใช้อย่างไร?


อาคารสูงใช้เสาเข็มเจาะขนาดใหญ่ (Bored Pile) ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 80 ซม. ขึ้นไป ซึ่งต้องรับน้ำหนักต่อต้นสูงมาก การทดสอบจึงต้องเลือกวิธีที่เหมาะสมกับขนาดและกำลังรับน้ำหนักของเสาเข็ม


Static Pile Load Test สำหรับอาคารสูง ต่างจากอาคารทั่วไปอย่างไร?


หลักการเหมือนกัน แต่เสาเข็มอาคารสูงมีกำลังรับน้ำหนักออกแบบสูงมาก (หลายร้อยตันต่อต้น) การจัด Kentledge หรือ Reaction Pile สำหรับน้ำหนักทดสอบ 200% จึงซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ามาก ทดสอบตามมาตรฐาน ASTM D1143


Bi-Directional Load Test (Osterberg Cell) ใช้เมื่อไร?


Bi-Directional Test ฝัง Hydraulic Jack ไว้ภายในเสาเข็มก่อนเทคอนกรีต แล้วใช้แรงดันของแม่แรงดันขึ้น-ลงพร้อมกัน วิธีนี้ไม่ต้องใช้น้ำหนักถ่วงภายนอก เหมาะกับเสาเข็มที่ต้องทดสอบกำลังรับน้ำหนักสูงมากในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดในการจัดวางน้ำหนัก


Crosshole Sonic Logging (CSL) ตรวจคุณภาพเสาเข็มเจาะได้อย่างไร?


CSL ใช้คลื่นเสียงส่งระหว่างท่อที่ฝังไว้ในเสาเข็มก่อนเทคอนกรีต เพื่อตรวจสอบความต่อเนื่องและความสมบูรณ์ของเนื้อคอนกรีตตลอดความยาวเสาเข็ม วิธีนี้ให้ผลละเอียดกว่า Seismic Test สำหรับเสาเข็มเจาะขนาดใหญ่ที่มีความยาวมาก


วิธีทดสอบ

วัตถุประสงค์

เหมาะกับ

มาตรฐาน

Static Load Test

ยืนยันกำลังรับน้ำหนัก

ทุกขนาด (ต้นทุนสูงสำหรับเสาเข็มใหญ่)

ASTM D1143

Dynamic (PDA)

ประเมินกำลังรับน้ำหนัก

เสาเข็มตอก

ASTM D4945, มยผ. 1252-51

Bi-Directional

ยืนยันกำลังรับน้ำหนักสูง

เสาเข็มเจาะขนาดใหญ่

CSL

ตรวจคุณภาพเนื้อคอนกรีต

เสาเข็มเจาะ

ASTM D6760

Seismic Test

ตรวจความสมบูรณ์เบื้องต้น

ทุกประเภท

มยผ. 1551-51

การทดสอบคอนกรีตอาคารสูง ต้องทดสอบอะไรบ้าง?


อาคารสูงมักใช้คอนกรีตกำลังสูง (High Strength Concrete) ที่มีค่ากำลังอัดตั้งแต่ 350 ksc ขึ้นไป โดยเฉพาะในส่วนเสาและ Core Wall ชั้นล่าง ซึ่งต้องควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวดกว่าคอนกรีตกำลังปกติ


  • Slump Test + Temperature Test — ทดสอบหน้างานทุกคันรถผสม

  • Cube/Cylinder Test ที่ 7 วัน และ 28 วัน — ทดสอบกำลังอัดตามมาตรฐาน ASTM C39

  • Core Drilling Test (ASTM C42) — เจาะเก็บตัวอย่างจากโครงสร้างจริงเมื่อผล Cube Test ไม่ผ่านเกณฑ์ หรือเมื่อต้องประเมินอาคารเดิม


การทดสอบแบบไม่ทำลาย (NDT) สำหรับอาคารสูง มีวิธีอะไรบ้าง?


NDT ช่วยตรวจสอบคุณภาพโครงสร้างอาคารสูงโดยไม่ต้องเจาะหรือทุบ เหมาะทั้งระหว่างก่อสร้างและการประเมินอาคารเดิม


  • Rebound Hammer (ASTM C805) — ประเมินความแข็งผิวคอนกรีตเบื้องต้น เหมาะสำหรับคัดกรองจุดที่ต้องตรวจเพิ่ม

  • UPV หรือ Ultrasonic Pulse Velocity (ASTM C597) — ส่งคลื่นเสียงผ่านเนื้อคอนกรีต ตรวจจับโพรง รอยร้าว และประเมินความสม่ำเสมอ

  • GPR (Ground Penetrating Radar) — สแกนตำแหน่งเหล็กเสริมและท่อร้อยสายภายในคอนกรีต ใช้ก่อนเจาะหรือตัดโครงสร้าง

  • Carbonation Depth Test — วัดความลึกของปฏิกิริยาคาร์บอเนชันในเนื้อคอนกรีต เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการกัดกร่อนของเหล็กเสริมและอายุการใช้งานที่เหลือของอาคาร


การทดสอบ Facade อาคารสูง ทดสอบอะไรบ้าง?


Facade ของอาคารสูงต้องรับแรงลมและฝนที่รุนแรงกว่าอาคารเตี้ย โดยเฉพาะชั้นบนสุดที่ความเร็วลมสูง การทดสอบ Facade จึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่เจ้าของโครงการไม่ควรข้าม


  • Water Penetration Test (Static/Dynamic) — ฉีดน้ำแรงดันสูงที่ผนังกระจกหรือรอยต่อเพื่อตรวจหาจุดรั่วซึม

  • Air Infiltration Test — วัดอัตราการรั่วไหลของอากาศผ่านผนังอาคาร ส่งผลต่อประสิทธิภาพระบบปรับอากาศ

  • Structural Wind Pressure Test — จำลองแรงลมดันที่ผนังอาคาร เพื่อยืนยันว่า Facade รับแรงลมออกแบบได้โดยไม่เสียหาย


ระบบประกอบอาคาร (MEP) สำหรับอาคารสูงต้องทดสอบอะไร?


อาคารสูงมีระบบ MEP (Mechanical, Electrical, Plumbing) ที่ซับซ้อน การ Commissioning คือกระบวนการทดสอบและปรับแต่งระบบทั้งหมดก่อนส่งมอบ


  • ระบบดับเพลิง: Hydrostatic Test ทดสอบความดันท่อ, ทดสอบ Sprinkler, ทดสอบปั๊มดับเพลิง และทดสอบระบบแจ้งเหตุ

  • ลิฟต์: ทดสอบการทำงานของระบบเบรก ระบบฉุกเฉิน และการรับน้ำหนัก

  • ระบบไฟฟ้า: ทดสอบระบบจ่ายไฟ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง ระบบ Grounding และ UPS

  • ระบบปรับอากาศ: ทดสอบ Air Balancing, อุณหภูมิ และเสียง


กฎหมายการตรวจสอบอาคารสูง ตรวจทุกกี่ปี ใครเป็นผู้ตรวจ?


กฎกระทรวงกำหนดประเภทอาคารที่ต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบ พ.ศ. 2548 ออกตามความใน พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 กำหนดให้อาคารสูง (ตั้งแต่ 23 เมตร) ต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบอาคารที่ขึ้นทะเบียนกับกรมโยธาธิการและผังเมือง


ประเภทการตรวจสอบ

ความถี่

ขอบเขต

ตรวจสอบใหญ่ (Major Inspection)

ทุก 5 ปี

โครงสร้าง, ระบบ MEP ทั้งหมด, แผนบำรุงรักษา

ตรวจสอบประจำปี (Annual Inspection)

ทุกปี

ตรวจตามแผนจากการตรวจสอบใหญ่, ระบบความปลอดภัย

ผู้ตรวจสอบต้องเป็นวิศวกรหรือสถาปนิกที่ได้รับใบอนุญาตและผ่านการอบรมหลักสูตรผู้ตรวจสอบอาคารที่จัดโดยวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) หรือสมาคมสถาปนิกสยามฯ เจ้าของอาคารต้องส่งรายงานผลการตรวจสอบต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นภายในกำหนด


สำหรับเรื่อง EIA อาคารสูง เราเคยเขียนไว้แล้วว่าอาคารแบบไหนต้องทำ EIA เพิ่มเติมอีกด้วย


มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบทางวิศวกรรมอาคารสูงในประเทศไทย


หมวด

มาตรฐาน/กฎหมาย

หน่วยงาน

ทดสอบเสาเข็ม

ASTM D1143, ASTM D4945, ASTM D6760 (CSL), มยผ. 1252-51, มยผ. 1551-51

กรมโยธาธิการและผังเมือง

ทดสอบคอนกรีต

ASTM C39, ASTM C42, ASTM C805, ASTM C597

มาตรฐานงานเสาเข็ม

มยผ. 1106-64

กรมโยธาธิการและผังเมือง

อาคารสูง

กฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535)

กรมโยธาธิการและผังเมือง

ตรวจสอบอาคาร

กฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2548

กรมโยธาธิการและผังเมือง

มาตรฐานวิศวกรรม

มาตรฐาน วสท.

วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย

เจ้าของโครงการควรวางแผนทดสอบทางวิศวกรรมอาคารสูงอย่างไร?


การทดสอบทางวิศวกรรมอาคารสูงมีจำนวนรายการมากกว่าอาคารทั่วไป เจ้าของโครงการควรวางแผนร่วมกับที่ปรึกษาก่อสร้างตั้งแต่เริ่มโครงการ


ขั้นตอน

การทดสอบที่ต้องทำ

ก่อนก่อสร้าง

Soil Investigation (SPT/CPT), ทดสอบดินในแล็บ

งานฐานราก

Static/Bi-Directional Pile Load Test, CSL, Seismic Test

งานโครงสร้าง

Slump Test, Temperature Test, Cube Test, NDT

งานสถาปัตยกรรม

Facade Testing (Water/Air/Wind Pressure)

งานระบบ MEP

Commissioning ระบบดับเพลิง ลิฟต์ ไฟฟ้า ปรับอากาศ

ตรวจรับงาน

ตรวจ Defect อาคารสูง, รวบรวมผลทดสอบ

หลังส่งมอบ

ตรวจสอบประจำปี + ตรวจสอบใหญ่ทุก 5 ปี (ตามกฎหมาย)


การกำหนดรายการทดสอบทั้งหมดไว้ในสัญญาตั้งแต่ต้น ช่วยให้เจ้าของโครงการวางงบประมาณได้ถูกต้อง และมีหลักฐานยืนยันคุณภาพครบถ้วนเมื่อถึงขั้นตอนส่งมอบ


สนใจบริการที่ปรึกษาและควบคุมงานก่อสร้างติดต่อ


อักษรเพชร สุขสิริถาวรกุล (Co-Founder and Executive Committee)


แหล่งอ้างอิงข้อมูล

bottom of page