top of page

Value Engineering คืออะไร? เจาะลึกวิธีควบคุมงบก่อสร้างให้คุ้มค่าโดยไม่เสียคุณภาพ

  • รูปภาพนักเขียน: Stable Inter Consultant
    Stable Inter Consultant
  • 3 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 1 นาที

Value Engineering คืออะไร?


Value Engineering (VE) หรือ วิศวกรรมคุณค่า คือ กระบวนการเชิงระบบที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เพื่อพัฒนาปรับปรุงมูลค่าของโครงการก่อสร้าง โดยทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญจะเข้ามาทำการวิเคราะห์หน้าที่การใช้งานขององค์ประกอบต่างๆ ในตัวโครงการ ตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุ การออกแบบระบบ ตลอดจนวิธีการดำเนินงาน เพื่อหาแนวทางทดแทนที่สามารถควบคุมงบประมาณและประหยัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลงได้ ที่สำคัญที่สุดคือผลลัพธ์จากการทำ VE จะต้องคงประสิทธิภาพสูงสุด มีมาตรฐานวิศวกรรมเทียบเท่าหรือดีกว่าเดิม และไม่กระทบต่อคุณภาพ ความปลอดภัย และระยะเวลาในการส่งมอบงาน ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากการตัดงบประมาณทั่วไปที่มักลดทอนสเปกวัสดุจนส่งผลกระทบต่อโครงสร้างในระยะยาว


VE ในการก่อสร้างคืออะไร? ทำไมจึงเป็นเกราะป้องกันงบบานปลายของเจ้าของโครงการ


บริษัทที่ปรึกษาก่อสร้างกำลังตรวจ Value Engineer อย่างละเอียด

ในอุตสาหกรรมการก่อสร้างขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการอาคารสูง 8 ชั้นขึ้นไป คอนโดมิเนียม สำนักงาน หรือโรงงานอุตสาหกรรมและคลังสินค้า ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเจ้าของโครงการมักไม่ใช่เรื่องการหาผู้รับเหมา แต่คือคำถามที่ว่าจะควบคุมงบประมาณอย่างไรไม่ให้บานปลาย และจะมั่นใจได้อย่างไรว่างบประมาณทุกบาทที่จ่ายไปได้ผลงานที่คุ้มค่าสูงสุด


นี่คือจุดที่ Value Engineering (VE) คือคำตอบที่เข้ามาแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างตรงจุด โดยทั่วไปแล้วโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่จะมีขั้นตอนการออกแบบและจัดทำ BOQ (Bill of Quantities) ซึ่งบางครั้งอาจมีการออกแบบที่เผื่อสเปกมากเกินความจำเป็น (Over-design) หรือเลือกใช้วัสดุที่ราคาสูงโดยไม่ได้ให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ


การทำ Value Engineering ในงานก่อสร้าง จึงไม่ใช่เพียงแค่การมองหาวัสดุทางเลือก แต่เป็นการที่ที่ปรึกษาบริหารโครงการนำเอาหลักการทางวิศวกรรมมาวิเคราะห์หาจุดก้ำกึ่งที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้ได้คุณภาพงานก่อสร้างตามที่ต้องการ ภายใต้งบประมาณที่สมเหตุสมผลที่สุด โดยไม่ทำให้โครงสร้างหลักหรือระบบวิศวกรรมประกอบอาคารอ่อนแอลง


ที่สำคัญ เจ้าของโครงการต้องแยกแยะให้ออกระหว่างการทำ VE และการลดต้นทุนแบบดั้งเดิม (Cost Reduction) เนื่องจากการลดต้นทุนแบบทั่วไปมักเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ เช่น การขอส่วนลดดื้อๆ หรือการสั่งให้เปลี่ยนเกรดวัสดุให้อ่อนลง ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพของอาคารในอนาคต แต่การทำ VE จะมุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกว่าฟังก์ชันนั้นๆ มีความจำเป็นอย่างไร และมีวิธีอื่นที่ดีกว่า ประหยัดกว่า แต่ให้ความแข็งแรงเท่าเดิมหรือมากกว่าหรือไม่


เจาะลึก วิศวกรรมคุณค่า 7 ขั้นตอน เพื่อสร้างมูลค่าสูงสุดให้กับโครงการ


บริษัทที่ปรึกษาก่อสร้างกำลังตรวจ Value Engineering ในระหว่างการก่อสร้าง

การจะดำเนินงานให้เกิดวิศวกรรมคุณค่าที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เรื่องของการเดาสุ่ม แต่มีขั้นตอนมาตรฐานที่ทีมบริหารโครงการและวิศวกรที่ปรึกษาใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ โดยแบ่งออกเป็น วิศวกรรมคุณค่า 7 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้


  1. ขั้นเตรียมการ (Orientation / Preparation Phase)

    ขั้นแรกเริ่มที่ทีมวิศวกรจะร่วมพูดคุยกับเจ้าของโครงการเพื่อทำความเข้าใจเป้าหมายที่แท้จริง ข้อจำกัดด้านเวลา งบประมาณ และเกณฑ์การตัดสินใจหลักของโครงการ เพื่อวางขอบเขตการทำ VE ให้ทิศทางสอดคล้องกัน


  1. ขั้นรวบรวมข้อมูล (Information Phase)

    ทีมที่ปรึกษาจะนำแบบแปลนก่อสร้าง ข้อกำหนดเชิงวิศวกรรม รายละเอียดการคำนวณโครงสร้าง และเอกสาร BOQ มาศึกษาอย่างละเอียด เพื่อค้นหาจุดที่มีโอกาสประหยัดและเพิ่มมูลค่าได้มากที่สุด


  1. ขั้นวิเคราะห์หน้าที่ (Function Analysis Phase)

    ขั้นตอนนี้ถือเป็นหัวใจของ VE โดยทีมงานจะถามว่าองค์ประกอบนั้นมีหน้าที่อะไร มีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด และคุ้มค่ากับต้นทุนที่เสียไปหรือไม่ เช่น ระบบผนังบางจุดทำหน้าที่กั้นห้องทั่วไป ไม่ได้ทำหน้าที่รับน้ำหนัก จึงไม่จำเป็นต้องใช้สเปกผนังที่หนาหรือหนักเกินความจำเป็น


  1. ขั้นสร้างสรรค์แนวคิด (Creative Phase)

    ทีมวิศวกรจะระดมสมองเพื่อคิดค้นและนำเสนอข้อเสนอทางเลือกใหม่ๆ ทั้งในแง่ของวัสดุ เทคโนโลยีการก่อสร้าง หรือการปรับเปลี่ยนแบบวิศวกรรมระบบประกอบอาคาร (MEP) เพื่อให้ได้หน้าที่การทำงานแบบเดิมในแนวทางที่ประหยัดและรวดเร็วกว่า


  1. ขั้นประเมินและวิเคราะห์ (Evaluation Phase)

    นำแนวคิดทั้งหมดที่ได้มาร่วมกันประเมินความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติจริง วิเคราะห์ผลกระทบด้านความปลอดภัย ระยะเวลาการทำงาน รวมถึงประเมินมูลค่าเงินที่จะประหยัดได้ เพื่อคัดเหลือทางเลือกที่ดีที่สุด


  1. ขั้นพัฒนาข้อเสนอ (Development Phase)

    ไอเดียที่ผ่านการคัดเลือกจะถูกนำมาพัฒนาเป็นข้อเสนออย่างเป็นรูปธรรม มีเอกสารคำนวณทางวิศวกรรมรับรอง เปรียบเทียบข้อมูลสเปกเดิมและสเปกใหม่อย่างโปร่งใส พร้อมวิเคราะห์รอบด้านเพื่อให้เจ้าของโครงการตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ


  1. ขั้นนำเสนอและนำไปใช้ (Presentation / Implementation Phase)

    ขั้นสุดท้ายคือการนำเสนอรายงานและแผนงานต่อเจ้าของโครงการ เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว ทีมที่ปรึกษาบริหารโครงการจะดำเนินการประสานงานกับผู้ออกแบบและผู้รับงานก่อสร้างเพื่อนำข้อเสนอ VE ไปปรับใช้ในหน้างานจริงอย่างเป็นระบบ


เอกสาร VE คืออะไร? ทำไมจึงเป็นหัวใจสำคัญที่เจ้าของโครงการต้องตรวจสอบ


เมื่อผู้รับงานก่อสร้างเสนอแนวทางในการลดงบประมาณ สิ่งที่เจ้าของโครงการจะได้รับคือเอกสารข้อเสนอปรับปรุงมูลค่า ซึ่งในวงการก่อสร้างเรียกว่า "เอกสาร VE" เอกสารเสนอขอเปลี่ยนวัสดุหรือวิธีการทำงานเพื่อลดราคางานลง


เอกสาร VE นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งและเปรียบเสมือนดาบสองคม ในแง่ดีคือช่วยลดต้นทุนของโครงการลงได้ แต่ในแง่ร้าย เอกสารนี้อาจกลายเป็นช่องโหว่ที่ผู้ดำเนินงานใช้เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตัวเอง โดยการเปลี่ยนสเปกวัสดุที่ด้อยคุณภาพลงเพื่อทำกำไรส่วนต่างเพิ่มเติม โดยที่เจ้าของโครงการซึ่งไม่มีความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมไม่มีทางรู้ทัน


ดังนั้น หน้าที่ของที่ปรึกษาและตัวแทนเจ้าของโครงการ (Owner's Representative) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยวิเคราะห์ ตรวจสอบ และ vetting เอกสาร VE ทุกฉบับอย่างละเอียดถี่ถ้วน


  • ตรวจสอบเอกสารเปรียบเทียบเชิงวิศวกรรม: ดูว่าวัสดุหรือระบบใหม่มีเอกสารการทดสอบทางวิศวกรรมรองรับหรือไม่ ค่าความแข็งแรง การทนไฟ หรือคุณสมบัติต่างๆ สอดคล้องกับมาตรฐานทางกฎหมายก่อสร้างอาคารสูงหรือไม่


  • วิเคราะห์ต้นทุนเพิ่มลดที่แท้จริง: ตรวจสอบยอดเงินส่วนต่างที่ประหยัดได้ใน BOQ ว่าสะท้อนความเป็นจริงในตลาดหรือไม่ ป้องกันการหักลบกลบหนี้ราคาวัสดุที่เอนเอียงเข้าข้างผู้ทำงานหน้างาน


  • ประเมินผลกระทบด้านระยะเวลาและความปลอดภัย: วัสดุใหม่อาจช่วยประหยัดเงินได้ แต่อาจต้องใช้ระยะเวลาในการสั่งนำเข้ายาวนานขึ้น หรืออาจทำให้การทำงานหน้างานซับซ้อนจนเสี่ยงต่อความปลอดภัย ซึ่งตัวแทนเจ้าของโครงการจะต้องประเมินภาพรวมนี้ให้รอบด้าน


ให้ Stable Inter ช่วยบริหารโครงการและดูแล Value Engineering เพื่อประโยชน์สูงสุดของคุณ


เราคือ บริษัทที่ปรึกษาก่อสร้าง ทำหน้าที่บริหารและควบคุมงานก่อสร้าง (Construction & Project Management) ที่ทำงานโดยยึดมั่นในวิสัยทัศน์ที่ว่า "เราบริหารโครงการในภาพเดียวกับเจ้าของโครงการ"


ในการดำเนินโครงการก่อสร้าง โดยเฉพาะอาคารสูง 8 ชั้นขึ้นไปและโรงงานอุตสาหกรรม ทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญของ Stable Inter จะเข้าไปช่วยดูแลงานตั้งแต่ระยะ Pre-Construction โดยมีบริการตรวจสอบแบบก่อสร้าง การตรวจสอบและวิเคราะห์ BOQ ตลอดจนการคัดกรองจัดทำ Value Engineering (VE) อย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยควบคุมงบประมาณของท่านให้คุ้มค่าต่องบลงทุนสูงสุด ภายใต้เป้าหมายหลัก 4 ด้าน


  • Quality: ตรวจสอบจนมั่นใจว่าวัสดุและการดำเนินงานจริงตรงตามข้อกำหนดทางวิศวกรรมและมีอายุการใช้งานยาวนาน

  • Time: วางแผนและควบคุมงานก่อสร้างอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถส่งมอบงานก่อสร้างได้ตรงเวลา ไม่ยืดเยื้อบานปลาย

  • Cost: บริหารและตรวจสอบการเงินให้สอดคล้องกับงวดงานจริง ตรวจสอบการทำ VE อย่างเที่ยงธรรมและโปร่งใสสูงสุดเพื่อเซฟเงินในกระเป๋าของท่าน

  • Safety: คัดกรองและควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยหน้างานอย่างเข้มงวด เพื่อความมั่นคงและปลอดภัยในการใช้งานระยะยาว


สนใจบริการของเราติดต่อ


อักษรเพชร สุขสิริถาวรกุล (Co Founders and Executive Committee)



bottom of page