top of page

Change Order งานก่อสร้างคืออะไร? 7 สัญญาณเตือนว่างบและแผนงานกำลังได้รับผลกระทบ

รูปภาพนักเขียน: Stable Inter Consultant
Stable Inter Consultant
26 ส.ค.
ยาว 2 นาที

อัปเดตเมื่อ 2 ก.ย.

Change Order งานก่อสร้าง คือเอกสารหรือกระบวนการที่ใช้จัดการการเปลี่ยนแปลงจากขอบเขต แบบ สเปก ปริมาณ ราคา หรือเวลาที่อ้างอิงในสัญญาเดิม ชื่อเอกสาร ผู้มีอำนาจออกคำสั่ง และผลทางสัญญาอาจต่างกันในแต่ละโครงการ เจ้าของจึงต้องตรวจข้อกำหนดในสัญญาจริงก่อนอนุมัติหรือสั่งให้เริ่มงาน


จุดที่ต้องระวังคือผลกระทบไม่ได้จบที่ราคาของงานรายการนั้น การเปลี่ยนงานระบบหนึ่งอาจกระทบแบบของอีกระบบ ลำดับติดตั้ง แรงงาน การจัดซื้อ และ Critical Path หากทีมบันทึกเฉพาะ “มูลค่างานเพิ่ม” เจ้าของอาจยังไม่เห็นผลรวมที่ต้องใช้ตัดสินใจ


Change Order งานก่อสร้างคืออะไร?


ในมุมบริหารโครงการ Change Order เป็นเครื่องมือควบคุมการเปลี่ยนแปลงให้มีหลักฐานว่าอะไรเปลี่ยน เพราะเหตุใด ใครมีอำนาจตัดสินใจ และการเปลี่ยนนั้นกระทบต้นทุนกับกำหนดการอย่างไร จุดอ้างอิงสำคัญคือ Baseline ของโครงการ เช่น สัญญา แบบฉบับที่อนุมัติ BOQ สเปก และแผนงาน


FIDIC อธิบายหลักการบริหารการเปลี่ยนแปลงว่าควรเริ่มตั้งแต่การทำความเข้าใจ Baseline และกระบวนการในสัญญา ไม่ใช่เริ่มเมื่อมีการออก Variation Order แล้วเท่านั้น สัญญาควรทำให้คู่สัญญารู้ว่าเรื่องใดเปลี่ยนได้ ต้องสั่งการอย่างไร และมีข้อจำกัดด้านเวลา ขั้นตอน หรืออำนาจอนุมัติหรือไม่


บทความนี้เป็นแนวทางบริหารข้อมูลสำหรับเจ้าของโครงการ ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย หากเกิดข้อพิพาทหรือมีการตีความสิทธิ ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสัญญาและเอกสารของโครงการนั้นโดยตรง


Change Order ต่างจาก RFI, Site Instruction และ Variation Order อย่างไร?


คำเหล่านี้มักปรากฏในระบบเอกสารก่อสร้าง แต่ไม่ได้มีความหมายหรือผลทางสัญญาเหมือนกันทุกโครงการ ตารางต่อไปนี้จึงใช้เพื่อแยกวัตถุประสงค์เบื้องต้น ไม่ใช้แทนคำนิยามในสัญญา


เอกสาร

วัตถุประสงค์ทั่วไป

จุดที่เจ้าของควรตรวจ

RFI

ขอข้อมูลหรือคำชี้แจงเกี่ยวกับแบบ สเปก หรือเงื่อนไขงาน

คำตอบทำให้ Scope ราคา หรือเวลาเปลี่ยนหรือไม่

Site Instruction

สื่อสารคำสั่งหรือแนวทางปฏิบัติที่หน้างาน

ผู้สั่งมีอำนาจหรือไม่ และคำสั่งอยู่นอก Baseline หรือไม่

Variation Order

บันทึกการเปลี่ยนแปลงตามกระบวนการที่สัญญากำหนด

ขอบเขต การประเมินราคา และผลต่อเวลาได้รับการพิจารณาครบหรือไม่

Change Order

ยืนยันหรือบริหารการเปลี่ยนแปลงของงาน ราคา เวลา หรือเงื่อนไข

สถานะอนุมัติ เอกสารอ้างอิง และผู้มีอำนาจตรงตามสัญญาหรือไม่


RFI หนึ่งฉบับอาจจบด้วยคำชี้แจงที่ไม่เปลี่ยน Scope หรืออาจนำไปสู่ Change Order ก็ได้ เช่นเดียวกับ Site Instruction ซึ่งอาจเป็นเพียงคำสั่งภายในขอบเขตเดิม หรือเป็นจุดเริ่มของงานเปลี่ยนแปลง การใช้เลขที่เอกสารเชื่อมโยงกันจึงสำคัญกว่าการดูชื่อเอกสารแยกฉบับ


เหตุใด Change Order จึงกระทบมากกว่าราคาของงานรายการเดียว?


Construction Industry Institute ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงอาจมีผลต่อทั้ง Cost และ Schedule ของ Work Package ที่เปลี่ยน งานอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาระด้านวิศวกรรมและการบริหาร ผลกระทบจึงอาจเกิดทั้งทางตรงและทางอ้อม


ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนตำแหน่งอุปกรณ์ MEP อาจต้องแก้ Shop Drawing ปรับช่องเปิดโครงสร้าง เปลี่ยนลำดับติดตั้ง และรออนุมัติวัสดุใหม่ แม้ราคาตัวอุปกรณ์จะเปลี่ยนไม่มาก แต่เวลาของทีมออกแบบ ผู้รับเหมา และงานที่รอต่อเนื่องอาจเพิ่มขึ้น


เจ้าของควรดูอย่างน้อย 5 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ Scope, Cost, Schedule, Quality และ Contract ไม่ควรแยกอนุมัติราคาโดยยังไม่มีข้อมูลผลต่อเวลา หรืออนุมัติแบบโดยไม่ตรวจผลต่อ BOQ


7 สัญญาณเตือนว่า Change Order กำลังกระทบโครงการ


1. เริ่มงานเปลี่ยนแปลงก่อนมีขอบเขตและผู้อนุมัติชัดเจน


ทีมหน้างานอาจได้รับคำสั่งให้เดินหน้าก่อนเพื่อไม่ให้เสียเวลา แต่หากไม่บันทึกขอบเขต เหตุผล และผู้สั่ง จะยากต่อการแยกว่างานใดอยู่ในสัญญาเดิมและงานใดเป็นงานเปลี่ยนแปลง ตรวจว่ามีกระบวนการรองรับกรณีเร่งด่วนและกำหนดเวลายืนยันเอกสารย้อนหลังไว้หรือไม่


2. ประเมินราคาโดยไม่แสดงปริมาณ Unit Rate และสมมติฐาน


ยอดรวมที่ไม่มี Quantity Take-off รายการวัสดุ ค่าแรง เครื่องมือ ผู้รับเหมาช่วง และฐานราคาทำให้ตรวจสอบไม่ได้ หากมีทั้งงานเพิ่มและงานลด ต้องแสดงสองด้าน ไม่ใช่บันทึกเฉพาะยอดเพิ่ม


การเทียบกับ BOQ ช่วยระบุว่ารายการใดมี Unit Rate เดิม รายการใดมีเงื่อนไขต่างจากเดิม และเรื่องใดต้องประเมินตามวิธีที่สัญญากำหนด


3. ระบุผลต่อต้นทุนแต่ไม่วิเคราะห์ผลต่อกำหนดการ


งานเปลี่ยนแปลงอาจต้องรอแบบ วัสดุ การอนุมัติ หรือการเข้าพื้นที่ใหม่ จึงต้องแสดงกิจกรรมที่ได้รับผลกระทบและความสัมพันธ์กับแผนงาน ไม่ควรสรุปว่าทำให้โครงการล่าช้าหรือไม่ล่าช้าโดยไม่มี Schedule Analysis รองรับ


4. มีงานเปลี่ยนแปลงย่อยหลายรายการในพื้นที่หรือระบบเดียวกัน


แต่ละรายการอาจดูเล็กเมื่อพิจารณาแยกกัน แต่การสะสมของการเปลี่ยนแบบ การหยุดรอ และการกลับเข้าทำงานซ้ำอาจกระทบประสิทธิภาพ การประชุมควรดูยอดสะสมและความเชื่อมโยงของ Change ทั้งชุด ไม่ใช่ปิดทีละใบแล้วไม่ย้อนดูภาพรวม


5. แบบ BOQ และแผนงานอ้างอิงคนละ Revision


หากเอกสารอ้างอิงไม่ตรงกัน ทีมอาจประเมินราคาจากแบบหนึ่ง แต่จัดลำดับงานจากอีกแบบหนึ่ง Change Order ควรระบุเลข Revision วันที่ และเอกสารที่ถูกแทนที่ พร้อมควบคุมไม่ให้ทีมใช้เอกสารยกเลิกแล้ว


6. Change Log ไม่มีเจ้าของเรื่อง วันตัดสินใจ หรือสถานะปิดงาน


รายการที่มีเพียงเลขที่กับราคาไม่พอสำหรับบริหารโครงการ ควรเห็นผู้รับผิดชอบ วันที่ส่งข้อมูล วันที่ต้องตัดสินใจ สถานะอนุมัติ และ Action ถัดไป เพื่อให้ประเด็นไม่ค้างจนกระทบหน้างาน


7. ยอดสะสมและเวลาสะสมไม่ถูกนำกลับไปเทียบกับ Baseline


ทุกครั้งที่ Change ได้รับอนุมัติ ต้องรู้ว่า Contract Sum, Budget Forecast, Milestone หรือ Completion Date เปลี่ยนหรือไม่ หาก Dashboard ยังแสดง Baseline เดิมโดยไม่มี Approved Change เจ้าของจะเห็นภาพงบและเวลาไม่ตรงกับสถานะจริง


ก่อนอนุมัติ Change Order เจ้าของควรตรวจอะไรบ้าง?


  • เหตุผลและที่มา: ใครเป็นผู้ขอ และเกิดจาก Requirement, Design, Site Condition หรือเหตุอื่น

  • ขอบเขต: งานใดเพิ่ม ลด ยกเลิก หรือเปลี่ยนลำดับ

  • เอกสารอ้างอิง: แบบ สเปก BOQ RFI และคำสั่งที่เกี่ยวข้องเป็น Revision ใด

  • ต้นทุน: ปริมาณ Unit Rate ค่าแรง วัสดุ เครื่องมือ Overhead และงานลดครบหรือไม่

  • เวลา: กระทบกิจกรรมใด Milestone ใด และมีหลักฐาน Schedule Analysis หรือไม่

  • คุณภาพและการใช้งาน: การเปลี่ยนยังตอบ Requirement และ Acceptance Criteria เดิมหรือไม่

  • งานเกี่ยวข้อง: มีผลต่อผู้รับเหมารายอื่น ระบบอื่น หรือการจัดซื้อหรือไม่

  • อำนาจอนุมัติ: ผู้ลงนามมีอำนาจตามสัญญาและ Approval Matrix หรือไม่

  • แหล่งงบประมาณ: ใช้ Contingency งบส่วนใด หรือจำเป็นต้องขออนุมัติเพิ่ม


Workflow ควบคุม Change Order ให้ทุกฝ่ายใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน


  1. บันทึกคำขอ: ออกเลขที่ ระบุผู้ขอ เหตุผล และเอกสารต้นทาง

  2. ตรวจ Baseline และสัญญา: แยกว่างานอยู่ใน Scope เดิมหรือเป็นการเปลี่ยนแปลง และตรวจขั้นตอนแจ้งเรื่อง

  3. ประเมินผลกระทบ: ให้ฝ่ายออกแบบ Cost Schedule และหน้างานใช้ Revision เดียวกัน

  4. เสนอทางเลือก: เปรียบเทียบทำตามเดิม ปรับแบบ หรือใช้ Value Engineering เมื่อเหมาะสม

  5. อนุมัติตามอำนาจ: บันทึกเงื่อนไข ราคา เวลา และข้อสงวนสิทธิที่เกี่ยวข้องตามสัญญา

  6. อัปเดตข้อมูลกลาง: ปรับ Change Log, Drawing Register, Budget Forecast และ รายงานความก้าวหน้าโครงการก่อสร้าง

  7. ตรวจและปิดรายการ: ยืนยันงานที่ทำจริง ผลตรวจ เอกสารส่งมอบ และยอดสุดท้าย


กระบวนการนี้ต้องปรับตามประเภทสัญญาและ Approval Matrix ของโครงการ ไม่ควรนำไปใช้เป็นเงื่อนไขสัญญาสำเร็จรูป


Change Order Log ควรมีข้อมูลอะไร?


กลุ่มข้อมูล

รายการขั้นต่ำ

การระบุรายการ

Change No., ชื่อเรื่อง, วันที่เปิด, ผู้ขอ

เอกสารอ้างอิง

Contract, Drawing Revision, RFI, Site Instruction

ผลกระทบ

Scope, Cost เพิ่ม–ลด, ผลต่อเวลา, งานเกี่ยวข้อง

การตัดสินใจ

ผู้ตรวจ ผู้อนุมัติ วันที่ต้องตัดสินใจ และเงื่อนไข

สถานะ

Draft, Under Review, Approved, Rejected, Implemented, Closed ตามระบบของโครงการ

การปิดงาน

มูลค่าสุดท้าย วันที่ดำเนินงาน ผลตรวจ และเอกสารที่อัปเดตแล้ว


ชื่อสถานะอาจต่างกันได้ แต่ทุกคนควรเข้าใจความหมายเดียวกัน โดยเฉพาะความต่างระหว่าง “อนุมัติให้ศึกษา” “อนุมัติให้ดำเนินงาน” และ “อนุมัติราคาและเวลาแล้ว”


บริษัทควบคุมงานก่อสร้างมีบทบาทอย่างไรในกระบวนการ Change Order?


ในระบบการบริหารงานก่อสร้าง บริษัทควบคุมงานก่อสร้าง ช่วยรวบรวมเอกสาร ตรวจความสอดคล้องของข้อมูล ประสานฝ่ายออกแบบ ผู้รับเหมา และ Cost/Schedule Team รวมถึงสรุปทางเลือกกับผลกระทบให้เจ้าของเห็นในภาพเดียวกัน


บทบาทและอำนาจต้องยึดตามสัญญา บริษัทที่ปรึกษาอาจตรวจ ให้ความเห็น หรือเสนอแนะ แต่ไม่ควรอนุมัติแทนเจ้าของหากไม่ได้รับมอบอำนาจ และไม่แทนที่คำปรึกษาทางกฎหมายเมื่อมีข้อพิพาท


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Change Order งานก่อสร้าง


Change Order ต้องอนุมัติก่อนเริ่มงานทุกครั้งหรือไม่?

ให้ตรวจสัญญาและกระบวนการของโครงการเป็นหลัก บางโครงการมีขั้นตอนสำหรับคำสั่งเร่งด่วนหรือ Unpriced Change แต่ต้องกำหนดผู้มีอำนาจ วงเงินหรือขอบเขตชั่วคราว เอกสารที่ต้องตามมา และเวลาที่ต้องสรุปราคาให้ชัด การเริ่มงานจากคำสั่งไม่เป็นทางการโดยไม่มีร่องรอยสร้างความเสี่ยงด้านหลักฐาน

ขึ้นกับเงื่อนไขสัญญา ลักษณะงาน ปริมาณ วิธีทำงาน และฐานราคาที่กำหนด Unit Rate เดิมอาจใช้ได้ในบางกรณี แต่ไม่ควรสรุปว่าใช้ได้กับทุก Change โดยไม่ตรวจว่าธรรมชาติหรือเงื่อนไขของงานเปลี่ยนไปหรือไม่

ผู้ที่สัญญาและ Approval Matrix ระบุ หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจอย่างถูกต้อง เจ้าของควรสื่อสารวงเงินและขอบเขตอำนาจให้ทีมหน้างานทราบ เพื่อแยกผู้ให้คำสั่งด้านเทคนิคออกจากผู้อนุมัติผลด้านราคาและเวลา


สนใจบริการที่ปรึกษาและควบคุมงานก่อสร้างติดต่อ


อักษรเพชร สุขสิริถาวรกุล (Co-Founder and Executive Committee)



แหล่งอ้างอิงข้อมูล


bottom of page