FAR และ OSR คืออะไร? อัตราส่วนผังเมืองที่เจ้าของโครงการควรรู้ก่อนออกแบบอาคาร
- Stable Inter Consultant

- 21 ก.ค.
- ยาว 2 นาที
FAR และ OSR คืออัตราส่วนตามผังเมืองที่ใช้ประเมินว่า ที่ดินแปลงหนึ่งพัฒนาอาคารได้มากน้อยเพียงใด โดย FAR บอกพื้นที่อาคารรวมสูงสุดที่ทำได้ ส่วน OSR บอกพื้นที่ว่างที่ต้องเหลือไว้เมื่อเทียบกับพื้นที่อาคารรวม ทั้งสองค่าเป็นจุดตั้งต้นที่เจ้าของโครงการควรตรวจตั้งแต่ก่อนซื้อที่ดินหรือเริ่มออกแบบ ไม่ใช่เรื่องที่ควรมาดูเมื่อแบบใกล้เสร็จแล้ว
ในฐานะบริษัทที่ปรึกษาก่อสร้าง เราพบว่าการเข้าใจตัวเลข 2 ตัวนี้ตั้งแต่แรกช่วยให้เจ้าของโครงการคุยกับสถาปนิก วิศวกร และทีมพัฒนาโครงการบนข้อมูลชุดเดียวกันได้ดีขึ้น ทั้งเรื่องขนาดอาคาร พื้นที่ใช้สอย พื้นที่เปิดโล่ง และความคุ้มค่าของที่ดิน
FAR คืออะไร และใช้คำนวณพื้นที่อาคารได้อย่างไร?
FAR ย่อมาจาก Floor Area Ratio หรือ อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน ใช้กำหนดเพดานของพื้นที่อาคารรวมทุกชั้นที่ก่อสร้างได้บนที่ดินแปลงนั้น...สูตรคำนวณเบื้องต้นคือ
พื้นที่อาคารรวมสูงสุด = พื้นที่ดิน × ค่า FAR
ตัวอย่าง หากที่ดินมีพื้นที่ 1,600 ตารางเมตร และผังเมืองกำหนด FAR เท่ากับ 2.5 พื้นที่อาคารรวมสูงสุดตามค่า FAR คือ 4,000 ตารางเมตร
รายการ | ตัวอย่าง |
พื้นที่ดิน | 1,600 ตร.ม. |
ค่า FAR | 2.5 |
พื้นที่อาคารรวมสูงสุด | 4,000 ตร.ม. |
อย่างไรก็ตาม FAR ไม่ได้หมายความว่าเราจะสร้างอาคารได้ 4,000 ตารางเมตรเสมอไป เพราะยังมีเงื่อนไขอื่นที่ต้องพิจารณาร่วมกัน เช่น ประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดิน ระยะร่น ความสูงอาคาร ทางเข้าออก ขนาดถนน กฎหมายควบคุมอาคาร และข้อจำกัดเฉพาะของพื้นที
เราจึงมอง FAR เป็นกรอบแรกของศักยภาพที่ดิน ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของจำนวนชั้นหรือพื้นที่ขายได้ของโครงการ
OSR คืออะไร และต่างจาก FAR อย่างไร?
OSR ย่อมาจาก Open Space Ratio หรือ อัตราส่วนพื้นที่ว่างต่อพื้นที่อาคารรวม ใช้กำหนดว่าบนที่ดินต้องมีพื้นที่ว่างที่เข้าเกณฑ์เหลือไว้อย่างน้อยเท่าไรเมื่อเทียบกับพื้นที่อาคารรวมที่ก่อสร้าง
สูตรคำนวณเบื้องต้นคือ
พื้นที่ว่างขั้นต่ำ = พื้นที่อาคารรวม × ค่า OSR ÷ 100
ตัวอย่าง หากอาคารมีพื้นที่รวม 4,000 ตารางเมตร และกำหนด OSR เท่ากับ 12.5 จะต้องมีพื้นที่ว่างอย่างน้อย 500 ตารางเมตร
รายการ | ตัวอย่าง |
พื้นที่อาคารรวม | 4,000 ตร.ม. |
ค่า OSR | 12.5 |
พื้นที่ว่างขั้นต่ำ | 500 ตร.ม. |
สิ่งสำคัญคือ พื้นที่ที่นับเป็น OSR ต้องพิจารณาตามข้อกำหนดที่ใช้กับแปลงนั้นจริง ๆ ไม่ควรเหมารวมว่าพื้นที่ภายนอกอาคารทุกส่วนจะนับได้ทั้งหมด ทีมออกแบบจึงต้องตรวจนิยามและรายละเอียดของผังเมืองหรือข้อกำหนดท้องถิ่นก่อนจัดวางอาคาร ลานจอดรถ ทางเดิน และพื้นที่สีเขียว
เปรียบเทียบความต่าง FAR และ OSR
FAR คุม “ปริมาณพื้นที่อาคาร” ที่พัฒนาได้ ส่วน OSR คุม “พื้นที่ว่าง” ที่ต้องมีควบคู่กัน ทั้งสองค่าจึงทำงานร่วมกัน ไม่ใช่เลือกดูเพียงค่าใดค่าหนึ่ง
ประเด็น | FAR | OSR |
ความหมาย | อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน | อัตราส่วนพื้นที่ว่างต่อพื้นที่อาคารรวม |
สิ่งที่ช่วยกำหนด | พื้นที่อาคารรวมสูงสุด | พื้นที่ว่างขั้นต่ำ |
ผลต่อโครงการ | ขนาดและมวลอาคาร | การจัดวางอาคารและพื้นที่เปิดโล่ง |
วิธีคิดเบื้องต้น | พื้นที่ดิน × FAR | พื้นที่อาคารรวม × OSR ÷ 100 |
เมื่อ FAR สูง เจ้าของโครงการอาจมีโอกาสพัฒนาพื้นที่อาคารรวมได้มากขึ้น แต่ยังต้องตรวจ OSR และเงื่อนไขอื่นร่วมด้วยเสมอ ในทางกลับกัน ที่ดินที่มี FAR ไม่สูงอาจยังเหมาะกับโครงการบางประเภท หากรูปแปลง ทางเข้าออก หรือการใช้ประโยชน์ที่ดินตอบโจทย์ธุรกิจมากกว่า
ทำไมต้องเช็ก FAR และ OSR ก่อนซื้อที่ดินหรือเริ่มออกแบบ?
FAR และ OSR มีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจเชิงธุรกิจและการออกแบบของโครงการ หากเริ่มต้นจากสมมติฐานที่คลาดเคลื่อน แบบอาคารอาจต้องปรับใหม่ งบประมาณและระยะเวลาอาจขยับตามไปด้วย
ก่อนตัดสินใจ เราแนะนำให้เจ้าของโครงการทำตามลำดับนี้
ระบุตำแหน่งและขอบเขตที่ดินให้ชัดเจน
ตรวจผังเมืองรวมและข้อกำหนดที่ใช้บังคับกับแปลงนั้น
คำนวณพื้นที่อาคารรวมจาก FAR เพื่อประเมินขนาดโครงการเบื้องต้น
คำนวณพื้นที่ว่างจาก OSR แล้ววางผังอาคารในระดับแนวคิด
ตรวจเงื่อนไขประกอบ เช่น ระยะร่น ความสูง ทางเข้าออก การจอดรถ และประเภทอาคาร
การตรวจศักยภาพที่ดินไม่ได้มีเพียงเรื่อง FAR กับ OSR แต่ทั้งสองค่าเป็นตัวเลขพื้นฐานที่ทำให้ทีมเห็นกรอบของโครงการเร็วขึ้น สำหรับอาคารขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ การให้ทีมวิชาชีพตรวจข้อมูลก่อนลงทุนจริงช่วยลดการตัดสินใจจากตัวเลขที่ดูดีเพียงด้านเดียว หากต้องการมองภาพรวมเพิ่มเติม สามารถอ่านเรื่องการตรวจศักยภาพที่ดินก่อนสร้างอาคาร 8 ชั้นขึ้นไปได้
FAR และ OSR เกี่ยวข้องกับการขออนุญาตก่อสร้างหรือไม่?
เกี่ยวข้อง เพราะแบบที่ยื่นขออนุญาตต้องสอดคล้องกับกฎหมายและข้อกำหนดผังเมืองที่ใช้บังคับในพื้นที่นั้น การคำนวณ FAR และ OSR จึงควรเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจแบบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แต่ไม่ควรใช้เป็นเช็กลิสต์เพียงสองข้อแล้วสรุปว่าโครงการขออนุญาตได้แน่นอน
ในงานจริง เราแนะนำให้รวมการตรวจผังเมืองเข้ากับการทบทวนแบบ การใช้ประโยชน์อาคาร และเอกสารประกอบ เพื่อให้การตัดสินใจออกแบบเชื่อมต่อกับขั้นตอนการขออนุญาตก่อสร้างอย่างเป็นระบบ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ FAR และ OSR
FAR 2.5 หมายความว่าอะไร?
หมายถึงพื้นที่อาคารรวมสูงสุดในเบื้องต้นเท่ากับ 2.5 เท่าของพื้นที่ดิน เช่น ที่ดิน 1,000 ตารางเมตร จะมีพื้นที่อาคารรวมได้สูงสุด 2,500 ตารางเมตรตามค่า FAR โดยยังต้องผ่านเงื่อนไขอื่นที่เกี่ยวข้อง
ค่า FAR สูง แปลว่าที่ดินดีกว่าเสมอหรือไม่?
ไม่เสมอไป เพราะความเหมาะสมของที่ดินขึ้นกับวัตถุประสงค์โครงการ การใช้ประโยชน์ที่ดิน OSR รูปแปลง ถนนสาธารณะ ระบบสาธารณูปโภค และข้อกำหนดด้านอาคารอื่น ๆ ด้วย
ตรวจค่า FAR และ OSR ได้จากที่ไหน?
สำหรับที่ดินในกรุงเทพมหานคร สามารถเริ่มต้นจากระบบตรวจสอบผังเมืองรวมและข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร ส่วนพื้นที่จังหวัดอื่นควรตรวจสอบกับหน่วยงานท้องถิ่นหรือผู้มีหน้าที่ให้ข้อมูลด้านผังเมืองของพื้นที่นั้น แล้วให้สถาปนิกหรือวิศวกรตรวจทานก่อนนำไปออกแบบหรือใช้ประกอบการลงทุน
สรุปแล้ว FAR และ OSR คือข้อมูลตั้งต้นของการวางแผนโครงการ
FAR ช่วยให้เราเห็นเพดานของพื้นที่อาคารรวม ส่วน OSR ช่วยให้เราไม่มองข้ามพื้นที่ว่างที่โครงการต้องจัดให้ ทั้งสองค่าเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินที่ดินและวางแนวทางออกแบบ แต่ต้องอ่านควบคู่กับข้อกำหนดผังเมืองและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแปลงจริงเสมอ
หากกำลังประเมินที่ดินเพื่อพัฒนาอาคาร โรงงาน หรือคลังสินค้า ทีม Stable Inter พร้อมช่วยทบทวนภาพรวมโครงการในมุมของตัวแทนเจ้าของโครงการ เพื่อให้การวางแผนคุณภาพ เวลา งบประมาณ และความปลอดภัยเชื่อมต่อกันตั้งแต่ต้น
สนใจบริการที่ปรึกษาและควบคุมงานก่อสร้างติดต่อ
อักษรเพชร สุขสิริถาวรกุล (Co Founders and Executive Committee)
โทร: 062-648-2222
ไลน์: @stableinter








