top of page

15 เทคนิคการเลือกผู้รับเหมา ที่บริษัทที่ปรึกษาก่อสร้างแนะนำ

  • รูปภาพนักเขียน: Stable Inter Consultant
    Stable Inter Consultant
  • 24 มิ.ย.
  • ยาว 2 นาที

การเริ่มต้นโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรม คลังสินค้า คอนโดมิเนียม หรือคฤหาสน์หรู สิ่งที่ท้าทายที่สุดของเจ้าของโครงการคือการเฟ้นหาผู้รับเหมาที่ไว้ใจได้ การเลือกผู้รับเหมาไม่ใช่เพียงแค่การมองหาทีมงานที่เสนอราคาถูกที่สุด แต่ต้องพิจารณาถึงความเชี่ยวชาญ ระบบการจัดการ และความน่าเชื่อถือรอบด้าน บทความนี้รวบรวมเทคนิคสำคัญเพื่อเตรียมความพร้อมให้คุณจ้างงานได้อย่างมืออาชีพและลดความเสี่ยงตลอดระยะเวลาการทำงาน


ผู้รับเหมาในงานก่อสร้างมีกี่แบบ และเจ้าของโครงการควรเลือกจ้างแบบไหนดี?


ประเภทของผู้รับเหมาก่อสร้างถูกจัดแบ่งตามลักษณะการบริหารงานและขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบ ซึ่งส่งผลต่อการควบคุมราคา ระยะเวลาการส่งมอบ และระดับความคล่องตัวในการตรวจสอบคุณภาพงานของเจ้าของโครงการ


การทำความเข้าใจโครงสร้างของทีมผู้รับเหมาจะช่วยให้คุณสามารถจัดวางโครงสร้างการว่าจ้างและคัดเลือกทีมที่ตอบโจทย์รูปแบบโครงการได้อย่างถูกต้อง โดยทั่วไปผู้รับเหมาในงานก่อสร้างหลักๆ มีอยู่ 3 ประเภท ดังนี้


ประเภทผู้รับเหมา

ขอบเขตความรับผิดชอบ

ข้อดี

ข้อเสีย / ความเสี่ยง

ผู้รับเหมาหลัก (Main Contractor)

บริหารและก่อสร้างโครงสร้างหลักทั้งหมดของโครงการ สามารถจ้างผู้รับเหมาช่วงต่อได้

มีผู้รับผิดชอบหลักเพียงรายเดียวในการประสานงานและการควบคุมภาพรวม

ค่าบริหารจัดการสูงกว่า และอาจเกิดความล่าช้าหากวิเคราะห์ประวัติไม่ดี

ผู้รับเหมาช่วง (Sub-contractor)

รับงานเฉพาะทางจากผู้รับเหมาหลัก เช่น งานติดตั้งกระจก อลูมิเนียม หรืองานเสาเข็มเจาะ

มีความเชี่ยวชาญสูงในงานเฉพาะทางและลดต้นทุนส่วนที่ไม่จำเป็น

เจ้าของโครงการควบคุมได้ยากเนื่องจากต้องสั่งการผ่านผู้รับเหมาหลัก

ผู้รับเหมาเบ็ดเสร็จ (Turnkey Contractor)

รับผิดชอบตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ ขออนุญาต จัดหาวัสดุ ไปจนถึงการลงมือสร้างจนแล้วเสร็จ

สะดวกสบายที่สุดสำหรับเจ้าของโครงการ จัดการง่ายด้วยจุดติดต่อจุดเดียว

มีความเสี่ยงในการตรวจสอบมาตรฐานวัสดุและแบบวิศวกรรมหากไม่มีตัวแทนควบคุม


ขั้นตอนการจ้างผู้รับเหมามีอะไรบ้าง ที่ช่วยสร้างความได้เปรียบให้โครงการ?


ขั้นตอนการจ้างงานอย่างเป็นระบบ เริ่มต้นจากการจัดเตรียมเอกสารเงื่อนไขข้อกำหนดทางวิศวกรรมและการเปรียบเทียบข้อเสนอ เพื่อให้สามารถคัดเลือกผู้รับเหมาที่เหมาะสมกับโครงการได้อย่างโปร่งใส

ในการก่อสร้างระดับมาตรฐานสากล จะไม่มีการตกลงจ้างงานเพียงแค่ปากเปล่า แต่จะดำเนินการเป็นขั้นตอนเชิงป้องกันเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเจ้าของโครงการตั้งแต่เริ่มต้น โดยกระบวนการปฏิบัติมีดังนี้


  1. การจัดเตรียมแบบและเอกสารประกวดราคา: จัดเตรียมแบบสถาปัตยกรรม แบบวิศวกรรม และข้อกำหนดขอบเขตงานหรือ TOR จัดซื้อจัดจ้าง ที่ระบุคุณสมบัติของผู้รับเหมาและขอบเขตงานอย่างชัดเจน

  2. การคัดสรรรายชื่อผู้มีสิทธิ์ยื่นข้อเสนอ (Long List to Short List): รวบรวมรายชื่อผู้รับเหมาที่มีพอร์ตโฟลิโอตรงกับขนาดของโครงการ จากนั้นคัดกรองให้เหลือประมาณ 3-5 รายเพื่อเข้าร่วมประกวดราคา

  3. การวิเคราะห์ใบเสนอราคาและบัญชีแสดงปริมาณวัสดุ (BOQ): นำเอกสารใบเสนอราคาของผู้รับเหมาแต่ละเจ้ามาตรวจสอบราคาต่อหน่วย เปรียบเทียบปริมาณวัสดุและค่าแรงเพื่อหาความสมเหตุสมผล

  4. การสัมภาษณ์และเจรจาต่อรอง (Clarification meeting): เชิญผู้รับเหมาเข้ามาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเทคนิคการก่อสร้าง แผนงานหลัก และการจัดทัพทีมวิศวกรหน้างานก่อนการสรุปราคาขั้นสุดท้าย


เจาะลึก 15 เทคนิคการเลือกผู้รับเหมา จากประสบการณ์ควบคุมโครงการของบริษัทที่ปรึกษา


เคล็ดลับสำคัญในการประเมินประสิทธิภาพของผู้รับเหมาก่อสร้างอย่างเป็นระบบที่ บริษัทที่ปรึกษาก่อสร้าง มุ่งเน้น คือการนำเทคนิคคัดเลือกทั้งทางด้านการเงิน ความพร้อมทางวิศวกรรมหน้างาน และความสมบูรณ์ของระบบสัญญา มาวิเคราะห์ประกอบกัน


เพื่อช่วยให้เจ้าของโครงการสามารถทำงานร่วมกับผู้รับเหมาได้อย่างราบรื่น ไร้ข้อกังวลใจ ทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญได้สรุป 15 เทคนิคที่ต้องนำมาใช้พิจารณาคัดเลือก ดังนี้


กลุ่มที่ 1: การตรวจสอบความน่าเชื่อถือและประวัติในอดีต (ข้อ 1-5)


ความมั่นคงของสถานะผู้รับเหมาและคุณภาพผลงานในอดีต คือหลักประกันเบื้องต้นที่สะท้อนถึงวินัยและการจัดสรรทรัพยากรขององค์กร


  1. ตรวจสอบสถานะการเงินอย่างละเอียด: เช็กงบการเงินและทุนจดทะเบียนของบริษัทผู้รับเหมาจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อประเมินความเสี่ยงเรื่องกระแสเงินสดติดขัดระหว่างก่อสร้าง

  2. ค้นหาประวัติคดีความค้างคา: ตรวจสอบคดีความการฟ้องร้องทางกฎหมายหรือแบล็กลิสต์ในอุตสาหกรรมผ่านเครือข่ายพันธมิตร เพื่อเลี่ยงบริษัทที่มีปัญหาข้อพิพาทบ่อยครั้ง เช่น ระบบตรวจสอบรายชื่อผู้ทิ้งงานของภาครัฐ หรือตาม กลุ่มใน Facebook

  3. โทรสัมภาษณ์ลูกค้าเก่าย้อนหลัง: ขอข้อมูลติดต่อเจ้าของโครงการเดิมที่เคยใช้บริการ และโทรสอบถามความพึงพอใจในการทำงาน ความรับผิดชอบ และความตรงต่อเวลาโดยตรง

  4. เข้าตรวจดูหน้างานจริงในปัจจุบัน: ไปเยี่ยมชมสถานที่ก่อสร้างที่ผู้รับเหมาเจ้านั้นกำลังดำเนินการอยู่ เพื่อประเมินการบริหารพื้นที่หน้างาน ความสะอาด และระเบียบวินัยของคนงาน

  5. ตรวจสอบพอร์ตโฟลิโอที่ตรงประเภทอาคาร: เลือกผู้รับเหมาที่มีประสบการณ์สร้างอาคารประเภทเดียวกับที่คุณต้องการ เช่น หากต้องการสร้างโรงงานอุตสาหกรรม ก็ควรใช้ทีมที่มีความถนัดด้านโครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่โดยเฉพาะ


กลุ่มที่ 2: ความพร้อมทางวิศวกรรมและทีมงาน (ข้อ 6-10)

งานก่อสร้างมาตรฐานสูงขึ้นอยู่กับความพร้อมของทรัพยากรบุคคล เครื่องจักรทางวิศวกรรม และมาตรการด้านความปลอดภัย


  1. เช็กรายชื่อวิศวกรผู้ควบคุมงานจริง: ขอดูรายชื่อวิศวกรประจำโครงการและตรวจสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม เพื่อยืนยันว่ามีผู้ควบคุมงานตามกฎหมายตลอดระยะเวลาโครงการ

  2. ความพร้อมของเครื่องจักรอุปกรณ์: ประเมินว่าผู้รับเหมามีเครื่องจักรหลักเป็นของตัวเองหรือใช้ระบบเช่า ซึ่งส่งผลต่อความยืดหยุ่นในการจัดสรรเครื่องมือเข้าทำงานหน้างาน

  3. ตรวจสอบพันธมิตรซัพพลายเออร์: เช็กรายชื่อผู้ค้าวัสดุที่ผู้รับเหมาติดต่ออยู่ เพื่อยืนยันความน่าเชื่อถือในการจัดหาวัสดุเข้าหน้างานตามกำหนด

  4. ขอดูแผนงานหลัก (Master Schedule) เชิงลึก: ผู้รับเหมาต้องส่งแผนงานที่ระบุระยะเวลาอย่างละเอียด (เช่น การใช้ระบบ Gantt Chart หรือ CPM) เพื่อประเมินความสมเหตุสมผลของกรอบเวลา

  5. มาตรฐานความปลอดภัยหน้างาน: ตรวจสอบนโยบายความปลอดภัยและอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคล (PPE) เพื่อป้องกันอุบัติเหตุร้ายแรงหน้างานซึ่งอาจทำให้โครงการถูกระงับ


กลุ่มที่ 3: เกณฑ์ด้านราคาและการเปรียบเทียบใบเสนอราคา (ข้อ 11-15)

การประเมินราคาที่สมเหตุสมผลและการตั้งเกณฑ์ตรวจสอบราคาจะช่วยป้องกันปัญหางานสะดุดจากราคาที่ผิดปกติ


  1. ระวังใบเสนอราคาที่ต่ำผิดปกติ: ราคาจ้างที่ต่ำกว่าราคากลางอุตสาหกรรมมากๆ มักนำไปสู่ปัญหาการขอลดสเปกวัสดุ หรือการแจ้งงานเพิ่ม (Variation Order) ในภายหลัง

  2. เปรียบเทียบราคาแยกบรรทัดตามราคากลาง: วิเคราะห์ตัวเลขปริมาณงานและราคาค่าแรงแยกชิ้นงานระหว่างผู้รับเหมาแต่ละราย เพื่อหาจุดแตกต่างที่ซ่อนอยู่

  3. ตรวจสอบงวดชำระเงินที่สัมพันธ์กับเนื้องาน: เงื่อนไขการแบ่งจ่ายเงินต้องเหมาะสม ไม่มีการเรียกเบิกเงินล่วงหน้า (Advance Payment) สูงเกินจริงโดยไม่มีหนังสือค้ำประกันจากธนาคาร

  4. การระบุเงินประกันผลงาน (Retainage): ต้องกำหนดเงื่อนไขหักเงินประกันผลงานประมาณ 5-10% ของแต่ละงวดงานเพื่อเป็นหลักประกันความรับผิดชอบ

  5. เงื่อนไขระยะเวลารับประกันผลงานที่ชัดเจน: ระบุช่วงเวลารับประกันโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรมอย่างชัดเจน เพื่อความรับผิดชอบระยะยาวหลังการส่งมอบงาน


การดำเนินการวิเคราะห์และประเมินรอบด้านเหล่านี้ คือ วิธีการเลือกผู้รับเหมาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดที่ช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนได้อย่างยั่งยืน


สัญญาจ้างผู้รับเหมา ควรมีอะไรบ้าง เพื่อป้องกันข้อพิพาททางกฎหมายและการทิ้งงาน?


สัญญาจ้างผู้รับเหมาควรมีอะไรบ้าง แนะนำโดย Stable Inter บริษัทที่ปรึกษาก่อสร้าง

สัญญาจ้างที่สมบูรณ์ต้องระบุขอบเขตการทำงาน รายละเอียดแบบวิศวกรรม เอกสาร BOQ แนบท้าย และบทกำหนดโทษทางกฎหมายอย่างรัดกุม เพื่อเป็นเกณฑ์ป้องกันสิทธิประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย

การลงรายละเอียดในข้อสัญญาที่ดีจะช่วยลดโอกาสเกิดข้อพิพาทและให้ความคุ้มครองทางกฎหมายแก่เจ้าของโครงการ หากต้องการให้สัญญามีความปลอดภัยสูงสุด องค์ประกอบของสัญญาจ้างผู้รับเหมา ควรระบุข้อมูลดังต่อไปนี้


  • บัญชีแสดงปริมาณวัสดุและราคา (BOQ) แนบท้ายสัญญา: กำหนดให้ BOQ และแบบก่อสร้างที่ได้รับอนุมัติถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา เพื่อควบคุมให้วัสดุที่ส่งเข้าหน้างานเป็นไปตามมาตรฐานการออกแบบ

  • เงื่อนไขและหลักเกณฑ์การจ่ายงวดเงิน: ระบุปริมาณและคุณภาพผลงานที่ต้องผ่านเกณฑ์การตรวจสอบของที่ปรึกษาควบคุมงานก่อนถึงจะอนุมัติการจ่ายงวดงานนั้นๆ ได้

  • เงื่อนไขค่าปรับเมื่อส่งมอบงานล่าช้า (Liquidated Damages): กำหนดค่าปรับรายวันตามอัตราส่วนที่เหมาะสม (เช่น 0.01% - 0.1% ของมูลค่าสัญญาต่อวัน) ตามข้อกำหนดที่เป็นธรรม

  • การหักเงินประกันผลงานและการคืนเงินประกัน: เงื่อนไขการส่งคืนเงินประกันผลงานหลังจากพ้นระยะเวลารับประกันผลงานที่กำหนดไว้โดยปราศจากความชำรุดบกพร่อง


บริการที่ปรึกษาบริหารและควบคุมงานก่อสร้าง ปิดความเสี่ยงรอบด้านตั้งแต่การตรวจสอบสัญญาไปจนถึงการคัดเลือกทีมงาน


จากเทคนิคและขั้นตอนทั้งหมดที่กล่าวมา เจ้าของโครงการจะเห็นได้ว่า "การตรวจ QC ปลายทาง" เป็นเพียงแค่ขั้นตอนสุดท้ายในการดักจับงานชำรุด แต่การจะทำให้โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่สำเร็จลุล่วงได้อย่างแท้จริง ความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุดอยู่ที่การจัดการ "กระบวนการ (Process Control) ต้นทาง"


บริษัท สเตเบิล อินเตอร์ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาบริหารและควบคุมงานก่อสร้าง (Construction Management Consultants) มุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนและพิทักษ์ผลประโยชน์ของเจ้าของโครงการ ตั้งแต่การช่วยยื่นแบบ ตรวจสอบเอกสารประมาณการและใบเสนอราคา (BOQ) ร่าง TOR การวิเคราะห์คัดกรองจัดหาทีมผู้รับเหมา ตลอดจนการทำสัญญาจ้างที่รัดกุมและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย


การทำงานร่วมกับทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญจากสเตเบิล อินเตอร์ จะช่วยให้คุณหมดความกังวลใจในทุกมิติของกระบวนการก่อสร้าง และควบคุมโครงการให้สำเร็จลุล่วงในภาพเดียวกับที่คุณตั้งเป้าหมายไว้ หากคุณมีโครงการที่กำลังวางแผนก่อสร้าง


สนใจบริการที่ปรึกษาและควบคุมงานก่อสร้างติดต่อ


อักษรเพชร สุขสิริถาวรกุล (Co Founders and Executive Committee)

bottom of page